ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
ดู: 40147
ตอบกลับ: 421

>> ตะกรุดอาถรรพ์เทพคุ้มดวง คู่บารมี <<

[คัดลอกลิงก์]

>> ตะกรุดอาถรรพ์เทพคุ้มดวง คู่บารมี <<




       ตะกรุดอาถรรพ์เทพคุ้มดวงคู่บารมี เป็นวิชาอาถรรพ์ล้อมดวง ต้องผูกดวงและใช้วิชาอาถรรพ์ล้อมดวงไว้ ผนวกรวมกับวิชาอัญเชิญเทพ ที่ท่านไปสำเร็จเคล็ดวิชานี้ที่ถ้ำบ่อยามาผสมผสานกัน ก่อเกิดยันต์จำเพาะบุคคลที่ลงตัวเป็นอย่างยิ่ง ส่วนยันต์ อักขระคาถา ต่างๆ นำมาเป็นวิชาเสริมให้เกื้อหนุนสัมพันธ์กัน กับเจ้าของตะกรุด      

       ตะกรุดอาถรรพ์เทพคุ้มดวง คู่บารมี สร้างขึ้นจากแผ่นเงินบริสุทธิ์ ขนาด 5 คูณ 10 นิ้ว ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด อาจารย์ท่านว่า หมายถึง พระพุทธเจ้า 5 พระองค์ และบารมี 10 ทัศ หลังจากลงอักขระเลขยันต์เรียบร้อยก็จะพอกด้วย ใบไม้รู้นอน ๗ ยอดไม้มงคล ๓ ผงจินดามณี ผงเทพรัญจวน ผงมะรุมมะตุ้ม ผงแป้งเสก และชันเรือ (.........) ซึ่งเป็นมวลสารสำคัญที่หลวงปู่ชื่นท่านกล่าวไว้ว่า จะทำของเสริมดวงต้องหาชันเรือ เพราะจะได้ช่วยหนุน พยุงชีวิต ให้ไม่มีวันจม

       สุดท้ายเมื่อถักพันตะกรุดเรียบร้อยก็ต้องใช้ แป้งกระแจะจันทร์ เอามาเจิมตะกรุด ตามตำราไสยเวย์ของสูงจะต้องเจิมสมโภชเครื่องรางของสูงด้วย เครื่องหอมฯลฯ

       อาจารย์ท่่านว่า การทำเครื่องรางเพื่อฝืนดวงชะตา ย่อมมีเหตุมีมารมาคอยขัดขวางตลอด ตะกรุดชุดนี้กว่าจะสำเร็จได้ อาจจะยุ่งยากสลับซับซ้อนอยู่บ้าง ถ้ามันทำกันง่ายๆ มันจะไปฝืนดวงชะตาได้อย่างไร ???

ดวงพิชัยสงครามดีอย่างไร ??  ตระกรุดอาถรรพ์ล้อมดวงก็ย่อมเหนือกว่า !!


       ตะกรุดอาถรรพ์เทพคุ้มดวงนั้นดีอย่างไร??  สมัยก่อนอาจารย์เคยคิดที่จะให้หลวงปู่ทำตระกรุดพิชัยสงคราม  แต่หลวงปู่ท่านบอกว่าสู้ทำตระกรุดอาถรรพ์ล้อมดวงไม่ได้ เพราะว่าวิชาอาถรรพ์นี้เป็นวิชาแห่งศาสตร์กษัตริย์ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ท่านทรงเชื่อมั่นเป็นอย่างสูง




ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 13:02 | ดูโพสต์ทั้งหมด
คาถาบูชาตะกรุดอาถรรพ์เสริมดวง


นะโม 3 จบ รำลึกถึงคุณทั้งหมด

1.อาถรรพ์โธ โมสิตังวะคะริงคะรัง อิสวาสุ

อิ อาถรรพ์โธ โมสิตังวะคะริงคะรัง สุสวาอิ


2.นะโม เม สัพพะเทวานัง สัพพะคะระหะ จะ เทวานัง สุริยัญ จะ

ปะมุญจะถะ ศศิ ภุมโมจะเทวานัง วุโธ ลาภัง ภะวิสสะติ ชีโว

ศุกะโร จะ มหาลาภัง โสโร ราหูเกตุ จะมหาลาภัง สัพพะภะยัง

วินาสสันติ สัพพะทุกขัง วินาสสันติ สัพพะโรคัง วินาสสันติ ลักขะณา

อะหัง วันทามิ สัพพะทาสัพพะเทวามัง ปาละยันตุ สัพพะทา

เอเตนะมังคะละเตเชนะ สัพพะโสตถีภะ วันตุ เม


3.นะโมเม พุทธ เตเชนะ นะมะพะทะ

สะทะวิปิปะสะอุ  ทิมะสังอังคุ

สังฆะ วิธาปุวะยะปะ อาปามะจุปะ

อะสังวิสุโล ปุสะพุพะ นะชาลิติ

อะระหังสัมมา สัมมานิมามา

อิมานา มหาสะมานา ธะนะโภคา สัมมาอะระหัง

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 13:06 | ดูโพสต์ทั้งหมด




ตะกรุดอาถรรพ์นารายณ์เกษียรสมุทรคุ้มดวง

  
  ที่มาที่ไปมันเป็นอย่างนี้ครับ ตอนกำลังเขียน ตะกรุดให้ใครต่อใครอยู่

หูแว่วไปถึงคำหลวงปู่สงัด ว่า "ทำของอะไรอย่าแจกเขาหมดล่ะ ให้คิดถึงตัวเองบ้าง"

จึงหันกับมามองตัวเรา เลยมีความคิดที่จะมีตะกรุดครอบครองไว้เป็นที่ระลึกร่วมกัน

กับพี่น้อง คศช. ในกาลสร้างตะกรุดครั้งนี้ ที่เหมาะสมและลงตัวที่สุด

ก็เลยเสี่ยงสัตย์อธิฐาน จนเกิดนิมิต ไม่ทราบว่าเป็นใคร มาบอกว่า การสร้างตะกรุด

"อาถรรพ์คุ้มดวงครั้งนี้ มันไม่ต่างอะไรเลย กับการเกษียรสมุทร ที่อุบัติกำเนิดสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ทวยเทพมากมายเหลือคณานับ แล้วเหล่าเทพเทวาก็มาเอาทวยเทพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปครอบครอง"

แต่ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ไพศาล มาบรรจุไว้ในเนื้อทีเพียง 5 คูณ 10 นิ้ว

ให้ลงตัวทรงคุณค่า น่าประทับใจ จึงเป็นที่มาแห่งตะกรุดอาถรรพ์นารายณ์เกษียรสมุทรคุ้มดวง

ที่หลวงปู่ชื่นท่านคงเห็นดีและเหมาะสมแล้ว กับของที่ ระลึก ในกาลครั้ง....นี้



การกวนเกษียรสมุทร ความเป็นจริงแล้วคนโบราณที่ชาญฉลาด

เขามักจะเล่าเรื่องสอดแทรกธรรมความรู้ ปริศนาไว้ในเรื่องตำนาน

อยู่ที่ว่าชนรุ่นหลังจะตีความหมายออกหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นอาวุธต่างๆ

ที่องค์เทพท่านถือ หรือ มือที่มีหลายกร พาหนะที่ทรง ทุกสิ่งทุกอย่าง

ล้วนแฝงเต็มไปด้วยปริศนาธรรม

     ตำนานการกวนเกษียรสมุทร ก็เหมือนกัน โบราณท่านสร้างไว้ให้

ลูกหลานชนรุ่นหลัง ได้ธรรมรส การกวนเกษียรสมุทร หมายถึง

     การกลั่นกรองจิตใจอย่างเข้มข้นในการที่จะชนะกิเลสในใจของ

ตนเองคนโบราณท่านจึงได้แบ่งเทวดากับอสูร อย่างเห็นได้ชัดเจน

เทวดาอยู่ที่ไหน?อสูรอยู่ที่ไหน? มีใครกล้า ปฎิเสธบ้าง ว่าอยู่ในตัว

เราๆท่านๆ ทุกคน  เขาพระสุเมรุ ก็เปรียบดั่งตัวของเราเอง

ที่โบราณท่านเปรียบเปรย ดั่งความดีความชั่วที่ลากจูงเราไป

เดี๋ยวดี เดี๋ยวชั่ว ล้วนตกอยู่ภายใต้อำนาจของจิตใจ

แล้วทำไม ต้องเลือกเอาพระนารายณ์มากวนเกษียรสมุทร?

ใครได้ฟังเรื่องเล่าถึงความเก่งกล้าของพระนารายณ์ รับรองว่าต้อง

อยากเก่งกล้าเหมือนพระนารายณ์บ้าง พระนารายณ์จึงเปรียบดั่ง

ตัวแทนแห่งความเก่งกล้าสามารถ คนที่จะชนะอสูรในกายได้

ก็ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็ง เฉกเช่น พระนารายณ์อวตาร

จึงจะสามารถมีชัยชนะกับกิเลสอสูรร้ายในใจของตัวเองได้

นำอมฤต ก็เปรียบเป็น ความดี จิตใจที่ดี ที่ได้ผ่านการกลั่นกรอง

มาแล้วเป็นอย่างดีเยี่ยม ความดีจึงเป็นอมตะที่แทนจริง

สิ่งวิเศษ เทพ ทิพย์ภาวะ ต่าง ๆ ที่ก่อเกิด แก่ผู้ผู้ปฎิบัติดีปฏิบัติชอบ

เมื่อหมดอายุจากการเป็นมนุษย์แล้ว ผลแห่งกรรมดี จะส่งผลให้เรา

จุติในภพภูมิที่ดีขึ้น  เรื่องเล่าตำนานของคนโบราณก็มีด้วย

ประการ เช่นนี้....แล

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 13:13 | ดูโพสต์ทั้งหมด



หลวงปู่ ท่านรักและเป็นห่วงศิษย์ที่เคารพรักท่าน

ด้วยใจบริสุทธิ์ ศักยภาพทางด้านมหาบารมีแล้ว

ท่านไม่เป็นรองใคร แม้นแต่ "พระนิพพาน"

ท่านก็สามารถไปได้ แต่ด้วยใจที่รักและห่วงลูกหลาน

ท่านจึงต้องตามดูแลลูกหลานให้เป็นสุขก่อน

หลวงปู่ท่านไม่ได้หนีหายจากเราไปไหนเลย

ท่านยังอยู่ใกล้ๆ พวกเราอยู่ตลอดเวลา

ท่านเป็นห่วงและรักพวกเราถึงเพียงนี้ แล้วพวกเราจะไม่รัก

ท่านได้อย่างไร

..................................................................

        เมื่ออาทิตย์ที่แล้วแวะเข้าไปที่บ้านอาจารย์ ท่านถามว่ายันต์ยังขาดเทพอีกองค์จะให้ลงเป็นรูปอะไร ผมก็นึกไม่ออกครับ พอผ่านมาเห็นท่านมาถามในกระทู้อีกผมก็ยังไม่รู้ว่าจะลงเป็นเทพองค์ไหนดี ลองค้นหาดูก็ไม่เจอที่อยากได้ ลองให้ป้อมกับโอช่วยดูให้ก็ยังไม่ทราบครับ ตอนนั้นในใจคิดว่า สำหรับผมแล้วสิ่งที่ผมเคารพและศรัทธาในใจที่อยากได้ลงไว้ในตะกรุดก็มี หลวงปู่ชื่น องค์พ่อชัยวรมัน (มีน้องขออาจารย์ไว้แล้ว) พญานาค (อาจารย์ก็ลงในตะกรุดแล้ว) และก็อาจารย์สรายุทธ (คิดว่าถ้าหลวงปู่ไม่ยอมจะขอเป็นรูปอาจารย์ ) เมื่อวานซืนหลังจากนั่งสมาธิเสร็จแล้วก็ขอกับหลวงปู่ครับ ไม่นึกเหมือนกันว่าจะตรงกับที่อาจารย์ลงให้ (แต่แอ๊ะใช่ของผมรึป่าวเนี่ย)

        AUD

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 13:32 | ดูโพสต์ทั้งหมด


หรือ นารทมุนี คนไทยเรียก ฤๅษีนารอด ท่านเป็นสาวกของพระวิษณุ เกิดจากตักของพระพรหม ท่านถือพิณตลอด แล้วท่านกล่าวพระนามศักดิ์สิทธิ์ตลอด ท่านเดินทางไปทุกหนทุกแห่ง ไปทุกจักรวาล และเป็นอาจารย์ของประหลาท และ ธฺรูวะ อดีตชาติเป็นลูกของคนใช้ และเคยรับใช้และใกล้ชิดนักบุญ และภายหลังบำเพ็ญเพียรจนพบพระวิษณุ ท่านประทานพรให้เป็นอมตะ และท่านถูกสาปให้เดินทางไปทั่วจักรวาล และท่านเป็นคนแนะนำฤๅษีวยาสให้เขียนคัมภีร์"ภาควัตปุราณะ"หรือ ศรีมัท ภาควตัม



...เรื่องเล่าจากอาจารย์สรายุทธ...

เดี๋ยวจะมาเล่าเรื่องปู่นารอดให้ฟัง ว่าครั้งหนึ่ง..
ท่านเคยมารักษาตำราพระเวท อยู่ภายในถ้ำ
ใต้เขาพระวิหารในนาม "หลวงปู่ดำ"

ใคร รู้จักองค์นารทะ บ้าง ??
ทีชอบเปล่งวาจาว่า นารายณ์ ๆ

ปู่นารอดเป็นองค์เดียวกันหรือไม่??
ท่านไปจัดสร้างพระรอดให้ใคร??
ท่านมีความเกี่ยวพันธ์ อันใดกับพระเจ้าศรีชัยวรมัน??

อาจารย์เณร วิรัช หลังจากบวชท่านได้ออกธุดงค์
ท่านได้เดินทางไป เขาพระวิหารจังหวัดศรีสะเกษ
ภายในใต้เขาพระวิหารมีถ้ำลึกลับอยู่ถ้ำหนึ่ง..
เป็นทีเก็บรักษาพระคำภีร์พระเวทวิชาการโบราณ

ต่างๆ ไว้มากมาย มีพระภิกษุสงฆ์องค์หนึ่งดูแล
รักษาพระคำภีร์นี้อยู่ รอคนมีวาสนาคู่ควรที่จะได้รับ
การถ่ายทอด จะเป็นด้วยวาสนาหรือสวรรค์บัญชา
ก็มิอาจที่จะล่วงรู้ได้ สามเณรวิรัช ท่านได้ไปพบถ้ำ
แห่งนี้ด้วยความบังเอิญ ได้ถวายตัวเป็นศิษย์พระภิกษุ
รูปดังกล่าว และนับตั้งแต่วินาทีนั้น จึงเป็นจุดเริ่มต้น
แห่งศาตร์พรหมเวท หลังกึ่งพุทธกาล เป็นจุดประกาย

พระนาม " สมเด็จท้าวมหาพรหมธาดาจอมมหาเอกะ"

และเป็นแรงบันดาลใจก่อเกิด เหรียญจักรเพชร

เป็นที่ทราบกันดีว่าองค์นารทะ หรือปู่นารอด
ท่านจะเป็นผู้เฝ้ารักษา พระคำภีร์ ของ ท่าน.
ท้าวมหาพรหมธาดา เรื่องราวที่อาจารย์เณร
ท่านไปได้วิชาการเชิญสมเด็จปู่พรหมธาดา
มาจากพระรูปหนึ่งใต้เขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษ
เรื่องนี้ผมทราบมานานแล้ว แต่ไม่เคยนึกเฉลียวใจ
เลยว่าพระรูปนั้น ก็คือ องค์นารทะ หรือ องค์ปู่นารอด
นั่นเอง พระรูปนี้ท่านมีชื่อว่า หลวงปู่ดำ ตอนท่านมรณะภาพ
ก็บังเกิดพระเพลิงเผาสังขารของท่านเอง
ต่อมาผมได้มารู้จักพระรูปหนึ่งซึ่งก่อนที่หลวงปู่ดำท่านจะทิ้ง
สังขาร ท่านสั่งให้ลูกศิษย์นำตำราบ้างส่วนมาให้ท่าน
พระรูปดังกล่าวเป็นใครเดี๋ยวมา ต่อกัน

ทำไม ตำราพรหมเวท ของท่านท้าวมหาพรหมธาดา
จึงมาอยู่ใต้เขาพระวิหารซึ่งเคยเป็นดินแดนขอมโบราณ??
ฤา ตำราดั่งกล่าวเคยเป็นของ พระองค์เจ้าศรีชัยวรมัน

แน่นอนตำราดั่งกล่าว เปนสมบัติเก่าของ
พระเจ้าศรีชัยวรมัน พวกเราจึงมีวาสนา
ถึงกันกับ บรมครูปู่นารอด บ้างครั้งพวก
เราไปจนถึงที่ แต่ยังไม่รู้.....

พระอีกองค์ที่ได้รับ ตำราพระเวทบ้างส่วนจากหลวงปู่ดำ
ก็ หลวงปู่สงัด นั่นไง  ไม่อยากจะเชื่อเลยว่า มันมีสายสัมพันธ์กัน  
จนอยากที่จะเชื่อ ใคร คิดว่าบังเอิญ แต่ผม ไม่

หลวงปู่สงัด ท่านเคย เอารูปหล่อเนื้อผง
มาให้ผมดู ท่านเรียกว่า หลวงปู่ดำ
ซึ่งเมื่อมองดูแล้วก็เป็น รูปปั้น ปู่ฤาษีนารอด
นั่นมันมีความหมายเป็นนัย ๆ ว่า หลวงปู่ดำ
กับปู่ฤาษีนารอดท่านเป็นองค์เดียวกัน
จะต่างกันแค่เพียงสังขาร ที่ครองขันธ์อยู่


รูปปั้นปู่ดำ


หลวงปู่สงัด


ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 13:44 | ดูโพสต์ทั้งหมด


พระเจ้าศรีชัยวรมัน ท่านเป็นผู้รอบรู้มนต์ตราสรรพเวท วิทยาการต่าง ๆ มากมาย

จริง ๆ ท่านมีวาจาสิทธิ์ ท่านสำเร็จวิชาธนูอินทร์ ท่านทรงบำเพ็ญตน  

โดยมีแบบอย่างแรงบันดาลใจ จากพระเจ้าอโศกมหาราช

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 13:48 | ดูโพสต์ทั้งหมด
เอราวัณ


          ในเรื่องรามายณะ และ ความเชื่อของศาสนาฮินดู กล่าวถึงพระอินทร์มีร่างสีเขียว มีพาหนะเป็นช้าง ๓ เชือก เชือกหนึ่งพระศิวะเป็นผู้ประทานให้ชื่อว่า เอราวัณ เชือกหนึ่งพระพรหมป็นผู้ประทานให้ชื่อว่า คีรีเมขล์ไตรดายุค และอีกเชือกหนึ่งพระวิษณุเป็นผู้ ประทานให้ชื่อว่า เอกทันต์ ช้างเอราวัณเป็นช้างที่มีพละกำลังมากที่สุดในหมู่ ช้างทั้ง ๓ เชือก และเป็นที่โปรดปรานมากที่สุด ของพระอินทร์ เชื่อกันว่าช้างเชือกนี้เป็นเทพบุตรองค์หนึ่ง เมื่อพระอินทร์ต้องการจะเสด็จ ไปไหนเอราวัณเทพบุตร ก็จะแปลงกายเป็นช้างเผือก ขนาดสูงกว่าภูเขาเอเวอร์เรสต์ มี ๓๓ เศียร แต่ละเศียรมีงา ๗ งา งาแต่ละงายาวถึง ๔ ล้านวา

           งาแต่ละงามีสระบัว ๗ สระ แต่ละสระมีดอกบัว ๗ ดอก แต่ละดอกมีกลีบ ๗ กลีบ มี ๗ เกสร แต่ละเกสรมีปราสาทอยู่ ๗ หลัง ปราสาทแต่ละหลังมี ๗ ชั้น แต่ละชั้นมี ๗ ห้อง แต่ละห้องมี ๗ บัลลังค์ แต่ละบัลลังค์มีเทพธิดาสถิต ๗ องค์ เทพธิดาแต่ละองค์มีบริวาร องค์ละ ๗ นาง เทพธิดาบริวารแต่ ละนางมีนางทาสีนางละ ๗ ทาสี รวมทั้งนางเทพอัปสรทั้งหมดประ มาณ ๑๙๐,๒๔๘,๔๓๓ นาง เทพธิดา บริวารรวมกันทั้งหมดประมาณ ๑๓,๓๓๑,๖๖๙,๐๓๑ นาง เศียรทั้ง ๓๓ ของช้างเอราวัณมีอุเปนทเทพยดา สถิตเศียรละ ๑ องค์ โดยปกติศิลปินไทยมักจะทำช้าง เอราวัณ เป็นช้าง ๓ เศียร

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 13:56 | ดูโพสต์ทั้งหมด



โคอุสุภะราช

ถือเป็นเทพเจ้าของสัตว์จตุบาท
ตำราไสยศาสตร์กล่าวอุปเท่ห์ไว้ว่า  
โคนันทิ หรือโคอุสุภราช
สามารถเนรมิตทุกสิ่งทุกอย่าง แก่ผู้บูชา
อีกทั้งเป็นมงคลแก่เคหะสถานอีกด้วย



ช้างปัจจัยนาค

หรือ ปัจจัยนาเคน ในเวสสันดรชาดก

          ช้างปัจจัยนาคเป็นลูกนางช้างอากาศจารินี(ช้างที่ท่องเที่ยวไปในอากาศ)
นางช้างผู้เป็นมารดาท่องเที่ยวมาถึงแคว้นสีพี
ได้นำลูกช้างเผือกขาวผ่องมาไว้ในโรงช้างต้นของพระเจ้ากรุงสญชัย
ในวันเดียวกับที่พระเวสสันดรประสูติแล้วนางช้างผู้เป็นมารดาก็จากไป
ช้างปัจจัยนาคจึงเป็นช้างคู่บุญบารมีของพระเวสสันดรโดยแท้

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 14:06 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ท้าวมหาพรหม ชินนะปัญจะระ




พระประวัติ
ท่านท้าวมหาพรหม ชินนะปัญจะระ ท่านเกิดในสมัยพุทธกาล ในครอบครัวตระกูลพราหมณ์ บิดาของท่านชื่อ มะติโตะ และมารดาของท่าน ชื่อยะถานา ในวัยเด็กท่านสังเกตเห็นนักบวชในสำนักองค์สมณโคดมท่านหนึ่งออกบิณฑบาตร ด้วยกิริยาสงบน่าเลื่อมใส ต่อมาจึงทราบว่าท่านผู้นั้นคือ พระโมขคัลลานะ อัครสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านชินนะจึงเกิดความศรัทธาเลื่อมใส ออกบวชเป็นสามเณร ลูกศิษย์ของพระโมคคัลลานะ ตามประวัติกล่าวว่าท่านสำเร็จจิตเป็นพระอรหันต์ ตั้งแต่อยู่ในช่วงอายุ 7 ขวบ ต่อมาเมื่อท่านเจริญวัยขึ้นมีลักษณะรูปงามน่าศรัทธาทำให้หญิงสาวทั้งหลายเกิดขาดสติหลงใหล จนกระทั่งเมื่อท่านอายุ 23 ปี เกิดเหตุไม่คาดฝันขณะที่ท่านเดินบิณฑบาตรได้มีสตรีกระโดดเข้ากอดท่าน เหตุการณ์ในครั้งนี้ทำให้ท่านชินนะเกิดความสังเวชใจยิ่ง และเป็นเหตุให้ท่านอธิษฐานถอดจิต ละสังขารสู่พรหมโลก โดยไม่ได้เข้าสู่แดนอรหันต์ คุณลักษณะตามคำบอกเล่าของสมเด็จหลวงพ่อโต เมื่อสมัยที่ท่านมาทำงานโปรดมนุษย์ ณ สำนักปู่สวรรค์กล่าวว่า

คุณลักษณะ ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระยิ่งใหญ่
เทพพรหมนั้นมีมากมายกว่าเมล็ดทรายในท้องมหาสมุทร แต่มีพรหมที่มีตบะแรง พรหมที่มีอวุโส มีตำแหน่งในพหรมโลกนั้นมีไม่กี่องค์ ในพรหมโลกมีพระพรหม ๔ องค์ที่เป็นใหญ่ในพรหมโลก มีหน้าที่ดูแลเกี่ยวกับพรหมโลก คือ

ท้าวมหาพรหมชินะปัญจะระ
ท้าวอัปราพรหม
ท้าวจตุรพรหม
ท้าวมหาพรหมสามภพ
พระพรหมชินนะนี้ เป็นผู้พร้อมทุกอย่าง เขาเรียกว่าเป็นผู้สำเร็จสมัยองค์สมณโคดม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เป็นพรหมที่ไม่ขึ้นต่อพรหมโลก เขาเรียกว่าเป็นพรหมเอกเทศในพรหมโลกและมีบารมีแห่งฌานสมาบัติอันแก่กล้า พรหมองค์นี้ไม่ใช่พรหมที่จะติดสินบนกับมนุษย์ ทรงไว้ด้วยความยุติธรรม และเป็นผู้รอบรู้สรรพสิ่ง เรียกว่าเจ้าพิธีการของโลกวิญญาณ เป็นหัวหน้ารูปพรหมทั้ง ๑๖ ชั้น เป็นพระพรหมที่เรียกว่าเทวดาผู้หญิงหล พรหมผู้หญิงที่ฝึกยังไม่ถึงชั้น ๕ พรหมชั้น ๔ ยังติดกาเม ก็ยังหล แต่มีกฎว่าผู้ใดถูกแม้แต่เท้าพระพหรมชินนะ ผู้นั้นจะต้องถูสาปมาเป็นเกิด เพราะว่าเป็นพรหมที่เกลียดสตรีเพศ พรหมองค์นี้เป็นพรหมที่มติสามโลกเอื้อมไปไม่ถึง ท่านเป็นคนเจ้าระเบียบ เป็นคนมีวินัย รักความสะอาด สงบเสงี่ยม สุขุมคัมภีรภาพ มีความเฉลียวฉลาด เป็นพรหมยิ่งใหญ่ของพรหมโลกที่ขจัดมารได้ทั่วภิภพ... ตอนออกรบจะพิชิตมาร หมายความว่าพรหมโลกเกิดเรื่องยุ่งก็ดี เทวโลกเกิดยุ่งก็ดี ยมโลกเกิดยุ่งก็ดี มารโลกเกิดมาเรื่องมาก เขาช่วยกันไม่ได้ เขาก็ต้องมาเชิญองค์พระพหรมชินนะ พระพหรมชินนะจะออกศึกก็มีพาหนะ

พาหนะ
เท้าขวาเหยียบเต่า ท้ายซ้ายเหยีบพญานาค เป็นพาหนะประจำตำแหน่ง พาหนะเหล่านี้เป็นวิญญาณทิพย์เป็นวิญญาณที่จำศีล เตรียมตัวเกิดเป็นสาวกในยุคพระศรีอริยเมตไตรย เต่ามีอายุยืนนานและแข็งแกร่ง ท้าวขวาท่านหนักมาก ถ้าเหยียบพยานาครับรองว่าแบน ก็เอาเต่ามารอง เท้าซ้ายไม่ค่อยหนักก็เอาพญานาคเหยียบ เต่านั้นถือว่าเป็นสัตว์บก พญานาคเป็นสัญลักษณ์ของน้ำ เหยียบพญานาคหมายถึงเหยียบสมุทร แสดงว่าทั้งบกทั้งน้ำอยู่ใต้ตีนข้า เวลาท่านประทานน้ำมนต์อาบคนใข้ สองหน่อนี้ก็มาช่วยอยู่

วรกาย
พระวรกายมีแสงดั่งพระอาทิตย์ จิตใจงามเหมือนพระจันทร์ คิ้วโก่งเหมือนคันศร นัยน์ตางามและคมเหมือนเหยี่ยว ผิวกายละเอียดเหมือนหยกขาว ผมเกล้าจุกขมวดไว้บนพระเศียร เศียรมีปิ่นเพชร ปิ่นเพชรมีสีทอง พระพรหมชินะ ไม่ยอมอธิษฐานแปลงกายแห่งกายทิพย์ของตนให้เป็นแปดหน้าสี่กร หรือสี่หน้าแปดกรการที่พระพหรมมีหลายๆหน้า เพราว่าท่านมีหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ของพรหมโลก และต้องดูแลในการจัดการที่จะมาต้านของเหล่ามาร ที่จะมารังควานในการนั่งสมาธิของพรหม อันนี้อาจจะถามว่า แล้วเหตุไฉนพระพรหมชินนะจึงไม่ต้องมีหลายหน้า เพราะว่าพระพหรมชินนะนั้นมีรังสีแห่งวรกายของแก้ว ๗ ชั้นคลุมอยู่ จึงไม่ต้องใช้หน้ามาก เพียงแต่เปล่งรัศมีแผ่ไป พรหมเขาก็รู้พวกมารหรืออะไรเขาก็รู้นี่พรหมองค์นี้มา ก็คือสัญลักษณ์ของท้าวมหาพรหรหมองค์นี้มา ท่านจึงไม่ได้เนรมิตในร่างกายให้ผิดแปลกกว่าเขา กายนั้นเปล่งรัศมีรอบวรกายเป็นพระอาทิตย์ขาวขึ้น ในภาวการณ์ที่เรียกว่า ถ้าพระพหรมองค์นี้ไปไหน เทวดาเห็นเป็นพระอาทิตย์เคลื่อนที่มีรัศมี ๕๐๐ เส้น เทพพรหมจะรู้ว่าท้าวมหาพรหมชินนะมา แต่พวกอมรมนุษย์ เทพ พวกรุขเทวดาเหล่านี้ยังไม่รู้จัก เพียงแต่คิดว่า เอ๊ะ พรหมองค์นี้มีรัศมีมากเพียงพอหนอ

เครื่องแต่งกาย
การแต่งกายของโลกวิญญาณนั้น เสื้อผ้าที่แต่งนั้นเป็นของทิพย์ พอใจก็นุ่งชุดนี้ตลอดกาล ทีนี้การแต่งตัวของท้าวมหาพรหมชินนะเขาเรียกว่าแต่งแบบครึ่งกึ่งพระกึ่งพรหมคือ ทั้งชุดที่นุ่งนั้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์ เพราะว่ากายเนื้อทิพย์ของพระพรหมชินนะเป็นเนื้อหยกขาว ชุดที่นุ่งนั้นก็เป็นชุดขาวละเอียด พระวรกายก็เป็นสีที่เรียกว่าขาวอย่างมีสีนวล เปล่งรัศมีไกลถึง ๕๐๐ เส้น

คฑา
มือขวาถือคทาเรียกว่า “คฑาพรหม” เป็นจามจุรีทิพย์หัวคทามีแสงพุ่งออกมาเป็นรัศมีเป็นรุ้ง ๓ สี


วิมาน
วิมานท่านอยู่พรหมโลกชั้นที่ ๑๓ วิมานนั้นเนรมิตสร้างขึ้นด้วยแก้วมรกต พื้นวิมานปูด้วยทองคำบริสุทธิ์รอบในหลังคามุงด้วยเพชร บรรทมด้วยสิงห์ ไม่มีคนใช้ไม่มีบริวาร ส่วนมากอยู่เอกเทศเพียงองค์เดียว ไม่ชอบพูดกับใคร ไม่มีใครกล้าเหยียบวิมานโดยพลการ พหรมเอกเทศหมายความว่า ไม่ขึ้นกับพหรมโลก จะอยู่ในพรหมโลกก็ได้ ไม่อยู่ก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ วิมานมีหลายแห่ง

ลัทธิชินโตโนะ
ในประเทศญี่ปุ่นนับถือท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระมาก เขานับเป็นพระอรหันต์ในตำราของเขา แล้วชินนะปัญจะระชินศรีเป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เพราะฉะนั้นในญี่ปุ่นเขานับถือท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระมาก แต่เขาเรียกเป็น “ชินโตโนะ” หรือ ศาสนาชินโตโนะ คือบูชาพระอาทิตย์ ที่เขาบูชาพระอาทิตย์เพราะ ท้าวมหาพรหมชินนะปัญจะระก่อนจะปรากฏร่าง จะต้องเป็นแสงอาทิตย์ เรียกว่ารัศมีพุ่งเป็นรุ้ง ฉะนั้นในญี่ปุ่นเขานับถือเป็นลัทธิหนึ่ง คือ ลัทธิชินโตโนะ

ผู้พิชิตมารทั่วพิภพ
ท้าวมหาพรหมชินนะ ท่านเป็นพระพรหมที่มีฤทธิ์เดช ที่เรียกว่าพญามารหรือมารทั้งหลายกลัว ในด้านของมารโลเก โลกของมารของพวกวิญญาณ ดังนั้นก็เรียกว่า ท่านมีรูปของท้าวมหาพรหมชินนะอยู่ในบ้านก็คิดว่าอุปสรรคในการกลั่นแกล้งของวิญญาณ พวกที่เรียกว่ารุกขเทพก็ดี พวกอมรมนุษย์ก็ดี พวกผีเปรตอสุรกายก็ดี คิดว่าไม่กล้าย่างกราย




เมื่อจะระลึกถึงท่าน กล่าวพระคาถาบูชา
ชินนะ ปัญจะระ ๓ จบ

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-19 14:15 | ดูโพสต์ทั้งหมด
สมเด็จราชาธิราช  



ในสมัยพุทธกาล มีพระมหากษัตริย์ผู้เรืองอำนาจพระองค์หนึ่งซึ่งเป็นกษัตริย์ปกครองเมืองปัญจาลราษฐพระนามว่า"พญาชมพูบดี" โดยกล่าวกันว่า พร้อมๆกับการประสูติของพระองค์ ขุมทองในที่ต่างๆก็ผุดขึ้นมากมาย อันแสดงถึงบุญญาธิการของพระองค์ ประชาชนในเมืองนี้จึงมีฐานะความเป็นอยู่ที่มั่งคั่งสมบูรณ์
พญาชมพูบดี ทรงมีอาวุธวิเศษ2อย่างคือ ฉลองพระบาทแก้วซึ่งเมื่อสวมเข้าไปแล้วก็จะพาพระองค์เหาะไปในที่ต่างๆได้ ทั้งยังใช่อธิษฐานแปลงเป็นนาคราชเข้าประหัตประหารศัตรูได้อีกด้วย อาวุธวิเศษอย่างที่สองคือ วิษศร ซึ่งเป็นลูกศรวิเศษใช่ต่างราชฑูต หากกษัตริยเมืองใดไม่มาอ่อนน้อมขึ้นต่อพระองค์ ซวิษศรนี้ก็จะไปร้อยพระกรรณพาตัวมาเข้าเฝ้าพระองค์จนได้ ทำให้กษัตริย์ทั้งหลายพากันยำเกรงในพระเดชานุภาพแห่งพญาชมพูบดี

การรุกรานพระเจ้าพิมพิสาร

ด้วยอาวุธวิเศษคู่พระกาย พระองค์ได้ขยายพระราชอาณาเขตออกไปอย่างกว้างขวาง กระทั่งถึงกรุงราชคฤห์ของพระเจ้าพิมพิสารผู้เป็นพุทธอุบาศกแห่งสมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งอาวุธวิเศษขององค์พญาชมพูบดีก็ไม่อาจทำอันตรายแก่พระเจ้าพิมพิสารได้ ด้วยอาศัยพระพุทธานุภาพ พญาชมพูบดีทรงแค้นพระทัยมาก แม้จะส่งอาวุธวิเศษอย่างใดมาก็พ่ายแพ้แก่พุทธจักรและพระพุทธานุภาพแห่ง พระพุทธองค์

พระพุทธงค์ทรงนิมิตองค์เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ

เมื่อพระพุทธองค์ทรงเห็นว่าพญาชมพูบดีประสบความพ่ายแพ้มีทิฏิมานะเบาบางลง ประกอบกับทรงเล็งเห็นวาสนาปัญญาของพญาชมพูบดีที่จะสามารถสำเร็จมรรคผลได้ จึงมีพุทธฎีกาตรัสใช้องค์อินทร์แปลงเป็นราชฑูตพาพญาชมพูบดีมาเข้าเฝ้า ส่วนพระพุทธองค์ทรงเนรมิตองค์เป็น พระเจ้าจักรพรรดิทรงเครื่องราชาภรณ์ล้วนแต่งดงามยิ่ง ส่วนพระสารีบุตรและพระโมคัลลานเถระเจ้า พร้อมด้วยเหล่าภิกษุสงค์สาวกก็เนรมิตกายเป็นเสนาบดีใหญ่น้อยล้วนแล้วแต่น่า เกรงขาม ทั้งเนรมิตเวฬุวันให้เป็นพระนครใหญ่ประกอบด้วยกำแพงถึง7ชั้น และมีพุทธฎีกาตรัสสั่งให้เทวดา อินทร์ พรหม คนธรรพ์ และนาค ร่วมเนรมิตเป็นตลาดน้ำและตลาดบก

พญาชมพูบดีเข้าเฝ้าพระพุทธองค์

เมื่อองค์อินทร์ซึ่งเนรมิตกายเป็นราชฑูตไปถึงเห็นพญาชมพูบดีและเหล่าเสน อำมาตย์ยังถือดี จึงแสดงฤทธานุภาพเป็นที่ประจักษ์ พญาชมพูบดีไม่อาจแข็งขืนจำยอม ต้องยกพลเดินทัพเพื่อเข้าเฝ้าพระพุทธองค์ เมื่อพญาชมพูบดี เดินทางเข้าเขตพระนครก็ตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่อลังการแห่งพระนครที่พระพุทธ องค์ทรงเนรมิตขึ้น ซึ่งแม้แต่เหล่าแม่ค้าริมทางก็ยังงดงามกว่าพระอัครมเหสีของพญาชมพูบดี จนชวนให้รู้สึกขวยเขินก้าวเดินไม่ตรงทาง และเมื่อผ่านมายังกำแพงพระนครแต่ละชั้น ทอดพระเนตรเห็นเหล่าเสนาอำมาตย์ที่รักษาพระนคร พระทัยก็ประหวั่นพรั่นกลัว พระเสโทไหลโทรมพระสกลกาย ถึงกำแพงชั้นในซึ่งเป็นแก้ว ก็ทำท่าจงกระเบนเหน็บรั้ง ด้วยเข้าพระทัยผิดคิดว่าเป็นน้ำเสียงนางในร้องเย้ยเยาะว่ากษัตริย์บ้านนอก กระทำเชยๆพระองค์ก็รู้สึกได้รับความอัปยศอย่างยิ่ง

พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมโปรดพญาชมพูบดี

พญาชมพูบดีเมื่อมาถึงต่อหน้าพระพักตร์แห่งพระบรมศาสดา ซึ่งเนรมิตกายเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่หมดทิฏฐิมานะ และเมื่อพระพุทธองค์เชื้อเชิญให้แสดงฤทธิ์เดชอำนาจและของวิเศษทุกสิ่งทุก อย่างออกมา พญาชมพูบดีก็ต้องได้รับความอัปยศยิ่งขึ้นไปอีก ด้วยไม่อาจทำอันตรายพระพุทธองค์ได้เลยแม้แต่น้อย เมื่อพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นว่าพญาชมพูบดีคลายทิฏฐิมานะลงมากแล้ว จึงทรงแสดงพระธรรมเทศนาโปรดพญาชมพูบดี และเหล่าเสนาอำมาตย์ที่ติดตามมาด้วย จำนวนมากให้เห็นสิ่งที่เป็นสาระและมิใช่สาระ ให้เห็นโทษแห่งการเวียนเกิด เวียนตาย ในวัฏสงสาร ทั้งให้เห็นคุณแห่งนิพพาน พญาชมพูบดีและเหล่าเสนาอำมาตย์ ต่างรู้สึกปิติโสมนัสปลดมงกุฎและเครื่องประดับของตนวางแทบพระบาทแห่งพระ ศาสดา เพื่อสักการะด้วยความรู้สึกเทิดทูลและขออุปสมบทต่อพระพุทธองค์ จากนั้นพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิษุสงฆ์สาวก เทวดา อินทร์พรหม คนธรรพ์และนาคก็คลายฤทธานุภาพกลับสู่สภาพเดิม พระพุทธองค์ทรงประทานอุปสมบทแก่พญาชมพูบดีพร้อมทั้งเหล่าเสนาอำมาตย์และทรง แสดงพระธรรมเทศนาให้คลายควาลุ่มหลงในเบญจขันธ์มีรูปเป็นต้นว่าอุปมาดั่งพยับ แดดหาระตัวตนที่เที่ยงแท้อันใดมิได้และแสดงธรรมเทศนาต่างๆเป็นเอนกปริยาย พญาชมพูบดีและเหล่าเสนาอำมาตย์ก็ดื่มด่ำในพระอมตธรรมสลัดเสียซึ่งตัณหา อุปทาน จิตของท่านก็เข้าอรหัตตผล สำเร็จเป็นพระอริยบุคคลในพระบวรพุทธศาสนา.......

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้