ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
ดู: 1625
ตอบกลับ: 7

พระพุทธรูปแห่งบามิยัน และพระคัมภีร์พุทธเก่าแก่ที่สุดในโลก

[คัดลอกลิงก์]

บนหน้าผาในหุบเขาบามิยันจะมีถ้ำเล็กๆ จำนวนมากซึ่งเป็นที่พำนักของนักบวช


พระพุทธรูปแห่งบามิยัน
และพระคัมภีร์พุทธเก่าแก่ที่สุดในโลก


จังหวัดบามิยัน (Bamiyan Province) ในพื้นที่ฮาซาราจัต (Hazarajat) เป็นจังหวัดหนึ่งทางตอนกลางของประเทศอัฟกานิสถาน ตั้งอยู่ในหุบเขาบามิยัน (Bamiyan Valley) ซึ่งมีแม่น้ำหล่อเลี้ยงประชาชน ด้านหนึ่งเป็นเขา อีกด้านหนึ่งเป็นหน้าผาหินสูงชันแกะสลักเป็นพระพุทธรูปปางประทับยืน สภาพแวดล้อมของหุบเขารายล้อมไปด้วยความแห้งแล้ง แต่ที่แห่งนี้อุดมไปด้วยทุ่งหญ้าและน้ำ

พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan) เป็นกลุ่มพระพุทธรูปหินหลายองค์ซึ่งเก่าแก่และมีความศักสิทธิ์มาก โดยเฉพาะองค์ใหญ่จำนวน 3 องค์ ได้แก่ พระพุทธรูปปางประทับยืน 2 องค์ คือ พระศากยมุนีพุทธเจ้า (Sakyamuni Buddha) กับ พระไวโรจนะพุทธเจ้า (Vairocana Buddha) องค์นี้ก่อนถูกระเบิดทำลาย นับเป็น “พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก” และพระพุทธรูปปางประทับนั่งอีก 1 องค์ องค์นี้มีขนาดเล็กที่สุดในจำนวน 3 องค์ กลุ่มพระพุทธรูปทั้งหลายนี้ ตั้งอยู่ตามหน้าผาและถ้ำของหุบเขาบามิยัน ทางตอนกลางประเทศอัฟกานิสถาน ห่างจากกรุงคาบูลไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 230 กิโลเมตร บนความสูงกว่า 2,500 เมตร สร้างขึ้นในช่วงพุทธศตวรรษที่ 10 (คริสต์ศตวรรษที่ 6) ศิลปะเกรโก ซึ่งเป็นศิลปะพระพุทธรูปยุคแรกที่เผยแพร่มาจากอารายธรรมกรีกโบราณ

เมื่อเดือนมีนาคม ปี พ.ศ. 2544 “พระพุทธรูปแห่งบามิยัน” ได้ถูกรัฐบาลตาลีบัน (Taliban) ทำลายลงด้วยระเบิดไดนาไมต์ ตามคำสั่งของนายมุลเลาะห์ โมฮัมเม็ด โอมาร์ (Mullah Mohammad Omar) ประมุขของรัฐบาลตาลีบัน ด้วยอ้างเหตุผลว่าการเคารพบูชารูปเคารพนั้นผิดหลักศาสนาอิสลาม ซึ่งการระเบิดครั้งนี้ได้ส่งผลกระทบกระเทือนต่อจิตใจคนทั่วโลกอย่างมาก นานาประเทศต่างประณามการกระทำของรัฐบาลตาลีบันอย่างรุนแรง เพราะกลุ่มพระพุทธรูปเหล่านี้มิใช่สมบัติของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็น “มรดกโลก” อันเป็นสาธารณสมบัติและความภาคภูมิใจของคนทั้งโลก ต่อมาประเทศญี่ปุ่นและประเทศสวิตเซอร์แลนด์ร่วมใจกันสนับสนุนให้มีการสถาปนาพระพุทธรูปนี้อีกครั้งหนึ่ง

ทั้งนี้ พระพุทธรูปแห่งบามิยัน ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็น “มรดกโลก” ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 27 เมื่อปี พ.ศ. 2546 ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส

 เจ้าของ| โพสต์ 2014-5-8 11:21 | ดูโพสต์ทั้งหมด




 เจ้าของ| โพสต์ 2014-5-8 11:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด

พระไวโรจนะพุทธเจ้า (Vairocana Buddha)
“พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก”
เมืองบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน ที่ถูกรัฐบาลตาลีบันทำลาย



ประวัติ

หุบเขาบามิยันนี้ ตั้งอยู่บนเส้นทางสายไหมระหว่างจีน อินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป มีการค้นพบศาสนสถานทางศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูเป็นจำนวนมากกว่า 1,000 แห่ง เป็นหนึ่งในจุดศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาในบริเวณนั้นมาก่อนที่จะมีการมาของศาสนาอิสลามในช่วงพุทธศตวรรษที่ 13

ศาสนสถานที่สำคัญที่สุดในบริเวณนี้คือ พระพุทธรูปองค์ใหญ่จำนวน 3 องค์ ซึ่งแกะสลักอยู่บนหน้าผาหินสูงชันกว่า 2,500 เมตรในหุบเขาบามิยัน มีอายุกว่า 1,500 ปี โดย พระพุทธรูปปางประทับยืน 2 องค์สำคัญ ที่ถูกระเบิดทำลายโดยรัฐบาลตาลีบัน คือ องค์ที่สร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 1050 (ค.ศ. 507) สูง 38 เมตร มีพระนามว่า พระศากยมุนีพุทธเจ้า (Sakyamuni Buddha) และองค์ที่สร้างขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 1097 (ค.ศ. 554) สูง 55 เมตร มีพระนามว่า พระไวโรจนะพุทธเจ้า (Vairocana Buddha) ก่อนถูกทำลายนับเป็น “พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก” หมู่พระพุทธรูปทั้งหมดนี้คาดกันว่าสร้างขึ้นโดย พระเถระและกษัตริย์ในราชวงศ์คุปตะแห่งอินเดีย ตามฝาถ้ำที่ได้ขุดเจาะกันไว้นั้น มีการวาดภาพซึ่งบ่งบอกถึงการผสมผสานของศิลปะคุปตะ ศิลปะคันธาระ (ศิลปะแกรนดารา) และศิลปะเปอร์เซียได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ กษัตริย์ในราชวงศ์คุปตะแห่งอินเดียได้รับคำแนะนำจากพระเถระว่า ถ้าทำการก่อสร้างพระพุทธรูปแห่งบามิยันจะนำความรุ่งเรืองมาสู่อาณาจักร ครั้นเมื่อ พระถังซำจั๋ง (หลวงจีนเฮียงจัง) ได้เดินทางไปชมพูทวีปในปี พ.ศ. 1173 (ค.ศ. 650) ท่านได้เล่าว่า พระพุทธรูปได้เหลืองอร่ามไปด้วยทองคำและมีพระกว่า 1,000 รูปจำวัดอยู่

สำหรับผู้ค้นพบพระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลกแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan) คือ ศาสตราจารย์เซมาร์ยาไล ทาร์ซี นักโบราณคดีเอกของโลก มหาวิทยาลัยสตาร์สบูรก์ ประเทศฝรั่งเศส

ที่นี่มีอารามมากกว่า 10 แห่ง มีพระสงฆ์หลายพันรูป ล้วนเป็นฝ่ายโลกุตตรยาน (โลกุตตรวาทิน) สังกัดนิกายหินยาน (เถรวาท) พระสงฆ์ที่มีชื่อเสียงของเมืองนี้ คือ พระอารยทูต (Aryaduta) และพระอารยเสน (Aryasena) มีความรู้ในพระธรรมวินัยเป็นอย่างดี ที่เนินเขาของนครหลวงมีพระพุทธรูปยืนซึ่งจำหลักด้วยศิลา สูง 150 เฉี๊ยะ (มาตราวัดจีน) ถัดจากนี้ไปเป็นอาราม และพระปฏิมาจำหลักด้วนแก้วกาจ สูง 100 เฉี๊ยะ อารามแห่งนี้มีพระพุทธไสยาสน์ความยาว 1,000 เฉี๊ยะ บรรดาพระพุทธรูปเหล่านี้ล้วนเป็นฝีมือที่ปราณีต สวยงาม นอกจากนี้แล้วยังมีอารามประดิษฐานพระเขี้ยวแก้ว พระทันตธาตุของพระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีต
 เจ้าของ| โพสต์ 2014-5-8 11:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ระหว่างช่วงประวัติศาสตร์อันยาวนานกว่า 1,600 ปี ของพระพุทธรูปแห่งนี้ ได้พบเจอกับสงครามและการจู่โจมมาโดยตลอด ถึงแม้จะมีชนพื้นเมืองชาวมุสลิมกลุ่มหนึ่งคือชาวฮาซารัส ได้ปกป้องศาสนาสถานแห่งนี้มาก็ตาม เริ่มต้นด้วยการเสื่อมถอยของศาสนาพุทธในบริเวณนี้และการมาของศาสนาอิสลาม การทำลายและการบุกรุกโจรกรรมวัตถุต่างๆ จากถ้ำภายในตั้งแต่ 900 ปีที่แล้ว จนมาถึงปี พ.ศ. 2522 (ค.ศ. 1979) เมื่อสหภาพโซเวียตนำทหารเข้าบุกเข้าโจมตีอัฟกานิสถาน ตามมาด้วยสงครามอัฟกัน และสิ้นสุดลงด้วยการระเบิดของกลุ่มตาลีบันในปี พ.ศ. 2544 จากการสำรวจได้มีรายงานว่า กว่า 80% ของภาพตามฝาผนังถ้ำได้ถูกทำลายลงไปแล้ว

คำให้การของ นายชีค มีร์ซา ฮุสเซน มือระเบิดทำลายพระพุทธรูปบามิยัน ตามคำสั่งของตาลีบัน กล่าวว่าถ้าเขาไม่ระเบิดพระพุทธรูป ตาลีบันจะฆ่าเขาทิ้ง เพราะก่อนหน้านั้นตาลีบันฆ่าลูกชายสองคนของเขาเหมือนสุนัขข้างถนน เขาจึงต้องทำเพื่อการอยู่รอด เขามีความเชื่อว่าด้านหน้าของพระพุทธรูปที่ถูกทำลายลง มีพระพุทธรูปปางไสยาสน์องค์หนึ่ง เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่มีพระพักตร์อมยิ้ม ฝังอยู่ใต้ดิน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ได้ยินมาจากบรรพบุรุษสืบขานกันต่อหลายชั่วอายุคน สอดคล้องกับคำบอกกล่าวของพระถังซัมจั๋ง ที่ได้เห็นพระพุทธรูปปางไสยาสน์นี้เช่นกัน ซึ่งนักโบราณคดีได้ขุดพบส่วนพระบาทของพระนอน เมื่อปี ค.ศ. 2005


เหตุการณ์ระเบิดพระพุทธรูปแห่งบามิยันเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2544
 เจ้าของ| โพสต์ 2014-5-8 11:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พุทธศาสนาในประเทศอัฟกานิสถาน

พระพุทธศาสนาได้เผยแผ่เข้ามาตั้งแต่ครั้งสมัยพุทธกาล โดยกลุ่มชาวศากยะที่หนีตายจากพระเจ้าวิฑฑูภะ มีเจ้าชายองค์หนึ่งได้สมรสกับกับพระเทพธิดาพญานาค แล้วตั้งรกรากอยู่ที่แคว้นอุทยาน (Udyana) ทางตอนเหนือของอัฟกานิสถานในปัจจุบัน และต่อมาก็หลังทุติยสังคายนาก็มีพระกลุ่มมหาสังฆิกะได้เผยแผ่ในบริเวณแคว้นนครหาร (Nagarahara) ซึ่งใกล้แคว้นคันธาระทางทิศเหนือ แต่สองยุคนี้ไม่ปรากฏแน่ชัดทางประวัติศาสตร์

หลายพันปีต่อมา ชาวมุสลิมเข้ามารุกรานประเทศอัฟกานิสถาน พระพุทธศาสนาจึงเสื่อมลงเรื่อยๆ และมีการทำลายพระพักตร์ของพระพุทธรูปแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan) ทั้งสามองค์ แต่ในสมัยนั้นก็ยังมีผู้นับถือพระพุทธศาสนาอยู่หลักหมื่น สิทธิการแสดงออกของเขาทำได้เพียงใช้ผ้าสีเหลืองเล็กๆ ผูกหางเปียสั้นๆ เท่านั้น

ต่อมาในยุคตาลีบัน (Taliban) เข้าปกครองประเทศอัฟกานิสถานนี้เป็นเวลา 5 ปี ชาวพุทธจะต้องผ่านเหตุการณ์อันเลวร้าย รอดเพียงไม่กี่ราย และมีความหวังที่จะไปสัมผัสหุบเขาบามิยันสักครั้งในชีวิต แต่พระพุทธรูปแห่งบามิยัน (Buddhas of Bamiyan) ก็ถูกทำลายอย่างย่อยยับโดยกลุ่มตาลีบัน และชาวพุทธในอัฟกานิสถานที่รอดชีวิตมาได้ ก็อพยพไปยังประเทศเพื่อนบ้านของอัฟกานิสถาน


เมืองบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน
ก่อนเหตุการณ์ระเบิดพระพุทธรูปแห่งบามิยัน

 เจ้าของ| โพสต์ 2014-5-8 11:24 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พบพระคัมภีร์พุทธเก่าแก่ที่สุดในโลก
ในถํ้าต่างๆ แห่งหุบเขาบามิยัน อัฟกานิสถาน !


เมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2539 เจนส์ บราร์วิก ศาสตราจารย์ด้านโบราณคดีแห่งศูนย์การศึกษาก้าวหน้า ประเทศนอร์เวย์ ได้ไปเข้าร่วมประชุมทางวิชาการ ณ เมืองไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ ผู้ร่วมประชุมคนหนึ่งได้เล่าให้เขาฟังว่า แซม ฟ็อกก์ พ่อค้าของเก่าแห่งนครลอนดอน ได้ขายชิ้นส่วนเอกสารโบราณของพุทธศาสนาจำนวน 108 ชิ้นให้แก่ มาร์ติน สเคอเยน (Martin Schoyen) ผู้อำนวยการและเจ้าของสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน (Conservation Institute of Schoyen) ซึ่งเป็นพิพิธภัณฑ์เอกสารโบราณที่ใหญ่ที่สุดของโลก

พอได้ยินดังนั้น ศาสตราจารย์บราร์วิกก็เกิดความสนใจอย่างแรงกล้า จึงได้ไปพบกับสเคอเยนเพื่อขอศึกษาเอกสารดังกล่าว ซึ่งสเคอเยนก็ยินดีให้ความร่วมมือ และยังบอกเล่าให้ฟังเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้าที่ฟ็อกก์จะขายเอกสารให้เขานั้น ฟ็อกก์ได้ติดต่อนักโบราณคดีชื่อ ลอเร แซนเดอร์ ให้ช่วยเขียนอธิบายความเป็นมาของเอกสารนี้ ซึ่งเมื่อแซนเดอร์นำไปวิเคราะห์ก็พบว่า มันถูกจารึกขึ้นเป็นภาษาสันสกฤต ในช่วงราวปี พ.ศ. 540-940 เป็นพระคัมภีร์ในพุทธศาสนาที่ว่าถึงพระสูตร พระวินัย ตลอดจนจารึกเหตุการณ์ต่างๆ หลากหลาย บางเรื่องก็เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้ว แต่เอกสารอีกหลายชิ้นมีเรื่องราวที่ไม่เคยปรากฏให้โลกรู้มาก่อน และเรียกได้ว่าเป็นเอกสารสำคัญที่เก่าแก่ที่สุดของพุทธศาสนา (ที่มีหลักฐานเหลืออยู่)

พระคัมภีร์พุทธศาสนาโบราณเหล่านี้จารึกอยู่บนแผ่นวัสดุต่างๆ ได้แก่ ใบลาน เปลือกไม้ และหนังแกะ ฯลฯ เจาะรูแล้วร้อยด้ายรวมไว้เป็นเล่ม บางเล่มอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ แต่ที่เป็นเศษเล็กเศษน้อยนั้นมีจำนวนมาก และเมื่อสืบหาข้อมูลต่อไป บราร์วิกก็พบว่า แหล่งที่มาของเอกสารสำคัญลํ้าค่านี้มิใช่อื่นไกล แต่เป็นถํ้าต่างๆ แห่งหุบเขาบามิยัน ในอัฟกานิสถานนั่นเอง ! ก็ต้องขอเล่าย้อนถึงอดีตกาล ณ สถานที่แห่งนี้

สมัยนับพันปีก่อนโน้น อัฟกานิสถานเป็นดินแดนอยู่บนเส้นทางสายไหมอันลือลั่นเชื่อมทอดระหว่างยุโรปกับจีน และยังเป็นทางผ่านจากจีนไปสู่อินเดียด้วย พระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้จาริกจากอินเดียไปเผยแผ่ธรรมะยังเมืองจีนด้วยเส้นทางนี้ และเนื่องจากเป็นหนทางอันยาวไกล จึงได้พำนักระหว่างทางโดยอาศัยถํ้าต่างๆ ที่มีอยู่มากมาย ณ เชิงเขาบามิยัน ซึ่งไม่ไกลจากกรุงคาบูล นครหลวงของอัฟกานิสถานเท่าใดนัก

ผู้จาริกศาสนาและนักเดินทางทั้งหลายต่างได้พบปะสนทนา และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านอารยธรรมระหว่างกันในถํ้าพำนักนี้ จึงมีการจารึกพระคัมภีร์ในพุทธศาสนาเป็นภาษาต่างๆ ทั้งจีน เตอรกี ทิเบต มองโกเลียน เมื่อมีเอกสารศาสนาเพิ่มมากขึ้น ก็ได้มีการจัดตั้งเป็นหอสมุดเก็บรักษาไว้ ซึ่งนานนับ 1,400 ปีมาแล้ว ที่เอกสารเหล่านี้ยังคงอยู่ในสภาพดี เนื่องจากภาวะอากาศอันหนาวเย็น และแห้งแล้งของอัฟกานิสถานได้ช่วยรักษาสภาพไว้ไม่ให้เปื่อยผุไปได้ง่าย ถ้าจะเทียบพระคัมภีร์พุทธในถํ้าที่บามิยันนี้ ก็มีลักษณะดุจเดียวกับม้วนพระคัมภีร์ในตุ่มแห่งเดดซี (Dead Sea Scrolls) ของชาวยิวนั่นเอง

ถ้าหากบ้านเมืองสงบสุข พระคัมภีร์พุทธเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ในถํ้าไปได้อีกนาน ทว่าหลังจากปี พ.ศ. 1300 เป็นต้นมา พวกมุสลิมได้รุกรานยึดครองอัฟกานิสถาน เอกสารบางส่วนในหอสมุดได้ถูกทำลายเสียหายขาดวิ่น ชิ้นส่วนที่ยังเหลือรอดอยู่ ได้พบว่าถูกนำไปเก็บไว้ในถํ้าแห่งหนึ่งห่างจากบามิยันไปทางเหนือราว 300 กิโลเมตร และเมื่อมุสลิมรุกรานหนักขึ้น ชาวพุทธเห็นว่าพระคัมภีร์เหล่านี้อยู่ในสถานะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว จึงได้แอบนำพระคัมภีร์ลํ้าค่าเหล่านี้บรรทุกหลังลาลอบหนีออกจากอัฟกานิสถานเมื่อราว 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ โดยเดินทางผ่านช่องเขาฮินดูกูษ และได้มีการส่งทอดกันต่อๆ ไปจนถึงนครลอนดอน ประเทศอังกฤษ และไปอยู่ในสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน (พิพิธภัณฑ์เอกสารโบราณที่ใหญ่ที่สุดของโลก) ประเทศนอร์เวย์ ในท้ายที่สุด

 เจ้าของ| โพสต์ 2014-5-8 11:25 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ถ้าหากบ้านเมืองสงบสุข พระคัมภีร์พุทธเหล่านี้ก็จะยังคงอยู่ในถํ้าไปได้อีกนาน ทว่าหลังจากปี พ.ศ. 1300 เป็นต้นมา พวกมุสลิมได้รุกรานยึดครองอัฟกานิสถาน เอกสารบางส่วนในหอสมุดได้ถูกทำลายเสียหายขาดวิ่น ชิ้นส่วนที่ยังเหลือรอดอยู่ ได้พบว่าถูกนำไปเก็บไว้ในถํ้าแห่งหนึ่งห่างจากบามิยันไปทางเหนือราว 300 กิโลเมตร และเมื่อมุสลิมรุกรานหนักขึ้น ชาวพุทธเห็นว่าพระคัมภีร์เหล่านี้อยู่ในสถานะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว จึงได้แอบนำพระคัมภีร์ลํ้าค่าเหล่านี้บรรทุกหลังลาลอบหนีออกจากอัฟกานิสถานเมื่อราว 5-6 ปีที่ผ่านมานี้ โดยเดินทางผ่านช่องเขาฮินดูกูษ และได้มีการส่งทอดกันต่อๆ ไปจนถึงนครลอนดอน ประเทศอังกฤษ และไปอยู่ในสถาบันอนุรักษ์สเคอเยน (พิพิธภัณฑ์เอกสารโบราณที่ใหญ่ที่สุดของโลก) ประเทศนอร์เวย์ ในท้ายที่สุด

หลังจากที่ศาสตราจารย์เจนส์ บราร์วิก ได้รู้ถึงแหล่งที่มาของพระคัมภีร์พุทธแล้ว ต่อมาสถาบันอนุรักษ์สเคอเยนจึงได้ใช้ความพยายาม “ขนย้าย” พระคัมภีร์พุทธที่ยังเหลือตกค้างอยู่ในอัฟกานิสถานออกมาเก็บรักษาเอาไว้ให้ได้มากที่สุด โดยใช้วิธีการทุกรูปแบบ กระทั่งนำเอาออกมาได้เกือบทั้งหมด ก่อนหน้าที่พระพุทธรูปแห่งบามิยันจะถูกระเบิดทำลาย และประเทศอัฟกานิสถาน-รัฐบาลตาลีบันจะถูกถล่มโดยกองทัพพันธมิตร (ซึ่งมีกองทัพสหรัฐอเมริกา, สหราชอาณาจักร, ออสเตรเลีย ฯลฯ เป็นแกนนำ)

ในที่สุดก็สามารถรวบรวมชิ้นส่วนพระคัมภีร์พุทธได้หลายพันชิ้น โดยเอกสารพระคัมภีร์ที่ทยอยนำออกมานั้น เมื่อรวมกันตั้งแต่ต้นแล้วปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 5,000 ชิ้น ที่ยังเป็นรูปเป็นร่าง กล่าวคือ เป็นชิ้นส่วนของแผ่นจารึกใบลาน, เปลือกไม้ และหนังแกะ ที่มีขนาดตั้งแต่ 2 ตารางเซนติเมตร ไปจนถึงขนาดที่เป็นแผ่นสมบูรณ์ นอกนั้นเป็นเศษกระจิริดอีกราว 8,000 ชิ้น เมื่อได้รับชิ้นส่วนพระคัมภีร์มาแล้ว ทางสถาบันอนุรักษ์สเคอเยนจะทำความสะอาด จัดเตรียมเก็บทำสำเนา และลงหมายเลขกำกับแต่ละชิ้นไว้เพื่อทำการศึกษาค้นคว้าต่อไป

ซึ่งในการ “ชำระ” สังคายนาพระคัมภีร์ที่ได้มานี้มิใช่ของง่ายเลย จัดเป็นงานระดับยักษ์ที่ต้องอาศัยผู้รู้จริงจำนวนมาก ทางสถาบันอนุรักษ์สเคอเยนได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 โดยมีการสัมมนาครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2540 และท้ายสุดครั้งที่ 4 เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2542 ที่เมืองเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น โดยมีการเชิญนักโบราณคดีนานาชาติมาร่วมงาน มีการจัดพิมพ์เผยแผ่บางเรื่องที่ได้แปลและเรียบเรียงเสร็จแล้ว เช่น เรื่องของพระเจ้าอโศกมหาราช, พระเจ้าอชาตศัตรู และมหาปรินิพพานสูตร เป็นต้น

 เจ้าของ| โพสต์ 2014-5-8 11:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด



พระไวโรจนะพุทธเจ้า (Vairocana Buddha)
“พระพุทธรูปประทับยืนหินแกะสลักที่ใหญ่ที่สุดในโลก”

เมืองบามิยัน ประเทศอัฟกานิสถาน ที่ถูกรัฐบาลตาลีบันทำลาย


รวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลมาจาก
http://www.palungdham.com/t288.html
http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E% ... 1%E0%B8%99                                                                                       

...............................................................

ที่มา http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=24&t=34022

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้