ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
ดู: 15557
ตอบกลับ: 11

ท้าวนาคพันธ์ปริวัตรนาคราช

[คัดลอกลิงก์]
ฺBy - LightGuardian



ท้าวนาคพันธ์ปริวัตรนาคราช

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า ที่ตั้งกระทู้แยกออกมานี่เพื่อต้องการให้เกียรติพญานาคท่านนะครับ และเพื่อให้สะดวกต่อการอ่าน โดยเนื้อหาแล้วทั้งกระทู้พญานาคพันธ์และปราสาทของท่านไม่มีอะไรขัดแย้งกันครับ

พญานาคเป็นเผ่าพันธ์ที่อยู่คู่พระพุทธศาสนา เป็นเผ่าพันธ์ที่อาสาและถูกเลือกให้ทำงานรับใช้พระพุทธศาสนาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันและต่อไปในอนาคตโดยพญานาคแต่ละองค์ที่ทำงานเพื่อพระพุทธศาสนามีหน้าที่ที่แตกต่างกัน

อย่างเช่น
ท้าวนาคพันธ์ปริวัตรนาคราช ทำหน้าที่พิทักษ์รักษาดินแดนศักดิ์สิทธ์แห่งทุ่งกุลา (ขอบเขตแห่งนครหริหราลัย)


ท้าวศรีสุพรรณนาคราช ทำหน้าที่รักษาดวงประทีปแห่งพระพุทธศาสนา

องค์กีรนารฏะนาคราช แห่งวังหน้า ทำหน้าที่อารักขาวังในทั้งหมดของเมืองบาดาล

ท้าวศรีไพรศิรินาคราช ธิดาองค์โตขององค์มุจลินทร์ ผู้ลงจากนาคานครในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราชิกามาจุติในโลกมนุษย์ เพื่อทำหน้าที่ในพระพุทธศาสนา โดยพระนางเปรียบเป็นดั่งมือขวาขององค์มุจลินทร์

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-16 21:22 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย AUD เมื่อ 2013-4-16 21:35


องค์พระศิวะ กับพระนารายณ์(ปางฮะริฮะรา)


ชาติกำเนิด

ท้าวนาคพันธ์ปริวัตรนาคราช กำเนิดแบบโอปปาติกะ โดยเกิดจากฤทธิ์บันดาลขององค์พระหริหระ(ภาครวมของพระศิวะและพระนารายณ์) โดยมีเสี้ยวจิตแบ่งเป็นพลังตั้งต้น ดังนั้นองค์นาคพันธ์จึงเป็นพญานาคที่สืบสายมาจากพระศิวะและพระนารายณ์โดยตรง เป็นดั่งจิตตเทวะของพระหริหระในภพภูมิพญานาค ที่ถูกแบ่งจิตมาเพื่อทำงานรับใช้พระพุทธศาสนา และสั่งสมบารมีให้แก่จิตกำเนิดขององค์นาคพันธ์ที่จะต้องไปทำหน้าที่สำคัญในยุคของพระศรีอาริยเมตไตรยด้วยเช่นกัน


ลักษณะของพญานาคพันธ์

องค์นาคพันธ์ขณะกายเป็นพญานาค องค์ท่านมีกายสีทอง มีเกล็ดสีทองดำคือสีทองกึ่งหนึ่งสีดำกึ่งหนึ่ง มีเขี้ยวเป็นเพชร มีหงอนเป็นทองคำ

องค์นาคพันธ์ขณะจำแลงกายเป็นมนุษย์ กายท่านมีสีดั่งน้ำผึ้งเคล้าละอองทอง

องค์นาคพันธ์เป็นเทพาสุระนาคราช คือเป็นพญานาคที่เป็นเทพอสูร คือครึ่งเทพครึ่งอสูร แต่ครึ่งที่เป็นอสูรนั้นเป็นอสูรฝั่งธรรมะที่ดูแลพลังขั้วลบ

เหตุเพราะด้วยองค์นาคพันธ์เกิดจากฤทธิ์แห่งพระหริหระ ด้วยพลังแห่งพระศิวะนาฏราช ซึ่งเป็นพลังแห่งการหมุนวนของกระแสสองกระแสที่ตรงกันข้าม..แต่สมดุลย์ซึ่งกันและกัน พลังแห่งการสรรสร้างและทำลายล้าง ดั่งเช่นการเกิด และการดับ ที่ตรงกันข้ามแต่ก็สมดุลย์ซึ่งกันและกัน มีเกิดแล้วมีดับ มีดับแล้วมีเกิด หมุนวนเป็นพลังแห่งวัฏฏสงสารที่ตรงกันข้ามแต่สมดุลย์ ผลแห่งการสรรสร้างด้วยวงแหวนแห่งศิวะนาฏราชจึงแสดงออกมาในเทพาสุระขององค์นาคพันธ์


ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-16 21:23 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย AUD เมื่อ 2013-4-16 21:47

องค์นาคพันธ์ กำเนิดมาเพราะหน้าที่ในพระพุทธศาสนาที่จักต้องพิทักษ์ดินแดนศักดิ์...สิทธิ์แห่งทุ่งกุลา และรักษาผลบุญของผู้แสวงธรรมในทุ่งกุลา ด้วยภาระหน้าที่นี้องค์นาคพันธ์จึงเป็นเทวนาคราช แห่งหอเทพกษัตริย์นาคา องค์เดียวที่มิได้พำนักอยู่ภายในหอเทพกษัตริย์นาคา (สถานที่ประดิษฐานรักษาสังขารของพระโพธิสัตว์ภูริทัตตนาคราช)

ชาติภพแห่งองค์นาคพันธ์นั้นเคยกำเนิดเป็นภิกษุในศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า และได้บำเพ็ญบารมีมาเพื่อจักไปจุติเป็น 1 ในพระอสีติมหาสาวกแห่งพระศรีอริยเมตไตรย


ท้าวนาคพันธ์ปริวัตร เป็นพญานาคในวรรณะนาคราช ผู้ครองนครหริหราลัย ในภูมิทิพย์ ซึ่งเป็นภพภูมิที่ซ้อนอยู่ทีเมืองหริหราลัยซึ่งเป็นเมืองหลวงแห่งอาณาจักรเจนละที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 เป็นผู้สร้างขึ้น ซึ่งนั่นก็หมายความว่าองค์นาคพันธ์มีอายุมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 2 จนถึงปัจจุบันท้าวนาคพันธ์ปริวัตรนาคราช กำเนิดแบบโอปปาติกะ โดยเกิดจากฤทธิ์บันดาลขององค์พระฮะริฮะรา(ภาครวมของพระศิวะและพระนารายณ์) โดยมีเสี้ยวจิตแบ่งเป็นพลังตั้งต้น ดังนั้นองค์นาคพันธ์จึงเป็นพญานาคที่สืบสายมาจากพระศิวะและพระนารายณ์โดยตรง เป็นดั่งจิตตเทวะของพระฮะริฮะราในภพภูมิพญานาค ที่ถูกแบ่งจิตมาเพื่อทำงานรับใช้พระพุทธศาสนา และสั่งสมบารมีให้แก่จิตกำเนิดขององค์นาคพันธ์ที่จะต้องไปทำหน้าที่สำคัญในยุคของพระศรีอาริยเมตไตรยด้วยเช่นกัน


องค์นาคพันธ์เกิดจากพลังแห่งวงแหวนศิวะนาฏราช ซึ่งเป็นวงของพลังแห่งการสร้างสรรค์และการทำลายล้าง เป็นวงแหวนแห่งการหมุนวนของกระแสสองกระแสที่ตรงกันข้าม..แต่สมดุลย์ เกื้อหนุนซึ่งกันและกัน ด้วยการเกิดจากวงแหวนแห่งพลังการสรรค์สร้างและการทำลายล้างนี้ องค์นาคพันธ์จึงมีสังขารเป็นเทพอสูรย์ คือครึ่งเทพ ครึ่งอสูรย์ หรือที่ในเผ่าพันธุ์พญานาคเรียกกันว่า “เทพสุรนาคราช” (เท-พะ-สุ-ระ-นาค-คะ-ราช)


ด้วยเหตุที่องค์นาคพันธ์กำเนิดจากฤทธิ์แห่งพระศิวะและพระนารายณ์ องค์นาคพันธ์จึงมีตรีศูลที่แบ่งเสี้ยวมาจากตรีศูลแห่งพระศิวะ และจักรที่แบ่งเสี้ยวมาจากจักรแห่งพระนารายณ์เป็นเทพาวุธที่คอยคุ้มครององค์นาคพันธ์ ส่วนเทพาวุธประจำตัวองค์นาคพันธ์ เป็นเทพานาคาวุธ คืออาวุธแห่งเทพสายพญานาค คือ พระแสงศร (ยังไม่ปรากฏชื่อของพระแสงศร) โดยพระแสงศรนี้มีลักษณะหัวคันศรเป็นรูปพญานาค 7 เศียร และหางคันศรเป็นรูปหางพญานาค โดยมีเกล็ดเป็นเพชร ดวงตาพญานาคเป็นเพชรเพทายสีแดงก่ำ ส่วนลูกศรนั้นเป็นวัชระที่ปลายหัวลูกศร



พระเจ้าชัยวรมันที่๒ - นรคหริหราลัย - เทือกเขาพนมกุเลน

นครหริหราลัยแห่งภพภูมิมนุษย์เป็นเมืองหลวง 1 ใน 3 เมืองหลวงแห่งอาณาจักรเจนละที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 สร้างขึ้น โดยเป็นนครที่บูชาองค์พระหริหระซึ่งเป็นเทพองค์เดียวกับที่สร้างองค์นาคพันธ์ พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ทรงโปรดให้สร้าง "นครหริหราลัย" ขึ้นด้วยต้องการย้ายราชธานีจาก "อมเรนทรปุระ" มาที่ นครหริหราลัย หากหลังจากสร้างนครหริหราลัยได้ไม่นาน พระเจ้าชัยวรมันที่ 2 ก็ทรงสร้างราชธานีแห่งใหม่ขึ้นอีก ด้วยที่พระองค์ทรงเป็นวงศ์แห่งพระอาทิตย์ที่สืบเชื้อสายโดยตรงมาจากอาณาจักรฟูนัน พระองค์จึงทรงโปรดให้สร้างราชธานีใหม่ขึ้นมาบนเทือกเขาพนมกุเลนที่เปรียบเสมือนเขาไกรลาศแห่งพระอิศวรเพื่อสถาปนาพระองค์เองเป็นเทวราชาตามลัทธิไศวนิกาย โดยทรงโปรดให้สร้างเทวะสถาน และราชธานีแห่งใหม่ตามอย่างบรรพกษัตริย์ แล้วพระราชทานนามเขากุเลนว่า “มเหนทรบรรพต” และขนานนามราชธานีใหม่ว่า “มเหนทราปารวัตตา” หรือ “มเหนทรปุระ” หากแต่หลังจากสร้างราชธานีทั้ง 3 แล้วพระองค์กลับเลือกที่จะกลับมาประทับอยู่ที่ราชธานีแรกคือ "นครหริหราลัย" จนสิ้นพระองค์

หากเปรียบเทียบพื้นที่ของอาณาจักรเจนละในอดีตที่มี "นครหริหราลัย" เป็นราชธานีกับพื้นที่ในปัจจุบัน อาณาจักรเจนละที่บูชาองค์พระหริหระนั้นกินอาณาเขตมาถึงภาคอีสาณของประเทศไทยในปัจจุบัน หรือผืนดินศักดิ์สิทธิ์จะกินอาณาเขตเช่นเดียวกับพื้นที่ของอาณาจักรเจนละในอดีต


พญานาคพันธ์กับนครหริหราลัย

หริหราลัย ในภพภูมิทิพย์เป็นนครที่ซ้อนอยู่กับภพภูมิมนุษย์โดยเหลื่อมลอยอยู่เหนือผืนดิน 1 ศอก ครอบคลุมอาณาเขตผืนดินตามอาณาเขตพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระศาสนา ซึ่งอาณาเขตนี้กินพื้นที่บางส่วนของประเทศไทย

นครทิพย์นี้นั้นเกิดขึ้นมาตั้งแต่ก่อนสมัยอาณาจักรฟูนัน โดยผู้ครอบครองนครทิพย์นี้คือท้าวนาคพันธ์ปริวัตร 1 ใน 8 มหานาคราชแห่งมรกตนคร และเป็นมหานาคราชแห่งมรกตนครองค์เดียวที่ประทับอยู่นอกหอเทพกษัตริย์นาคา นครทิพย์แห่งนี้แตกต่างจากนครทิพย์อื่นๆ ที่ปรกติผู้ครองนครจะมีข้าราชบริพารบริวารและจิตทิพย์อื่น ๆ อยู่ในนครมากมายหลายดวงจิต หากแต่หริหราลัยทิพยนครนี้มีแต่เพียงท้าวนาคพันธ์ปริวัตรนาคราชและนาคราชอีก 3 องค์ประทับอยู่ในนครศักดิ์สิทธิ์นี้เท่านั้น

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-16 21:28 | ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย AUD เมื่อ 2013-4-16 21:37



ปราสาทนาคพันธ์

ลูกของพญานาคพันธ์มี ๒ องค์ องค์หนึ่งมีฤทธิ์อย่างมากเป็นอาวุธ ส่วนอีกองค์หนึ่งมีปัญญาอย่างมากเป็นศาสตรา ซึ่งในจารึกประวัติของปราสาทนาคพันบางฉบับ ก็ปรากฏชื่อของพญานาคสององค์ที่พันอยู่รอบปรางค์ปราสาทประธานของปราสาทนาคพันว่าองค์หนึ่งชื่อ ท้าวนันทะนาคราช และอีกองค์หนึ่งชื่อท้าวอุปานันทะนาคราช หากแต่ยังไม่ทราบว่าองค์นันทะ หรือองค์อุปาปะ องค์ไหนที่ใช้ฤทธิ์ องค์ไหนที่ใช้ปัญญา


พิษของนาคกับปราสาทนาคพันธ์


ในพระไตรปิฏกได้กล่าวถึงพิษของพญานาคไว้ 4 ประเภทด้วยกัน

กฏฐ์มุข พิษซึ่งทำให้แข็งไปหมดทั้วตัว ยุติการทำงานทั้งปวง
ปูติมุข พิษซึ่งทำให้ธาตุน้ำกำเริบ เน่าบวมเสื่อมสลาย
อัคคิมุข พิษซึ่งทำให้ธาตุไฟกำเริบ เกิดอาการเร่าร้อน แผลเป็นริ้วดั่งไฟ
สัตถมุข พิษรวดเร็วรุนแดงดั่งต้องอสนีบาต อธิบายได้ว่าเหมือนโดนฟ้าผ่า

ลักษณะของพิษนาคทั้ง 4 ประการนี้มีปรากฏในพระอภิธรรมมัตถสังคหฏีกา ปริเฉทที่ 5 ซึ่งจัดหมวดหมู่พญานาคตามลักษณะพิษที่แสดงผล

ซึ่งตามความเชื่อบางตำนาน องค์นาคพันธ์ นั้นสามารถพ่นพิษได้ทั้ง 4 ชนิด และใช้พิษนั้นในการรักษาขอบเขต และควบคุมธาตุทั้ง 4 ในอาณาเขตด้วยฤทธิ์แห่งพิษนั้น

อาจเป็นด้วยเหตุแห่งองค์นาคพันธ์เป็นผู้คุมพิษนาคแห่งธาตุทั้ง 4 ที่มีอำนาจในการรักษาและถอนอาถรรพ์ ปราสาทนาคพันธ์แห่งพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงมีทางน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ล้นจากปราสาทปรางค์ประธานออกมาในทิศทั้ง 4 โดยน้ำที่ไหลออกมาในแต่ละทิศนั้นใช้สำหรับรักษาโรคตามธาตุของผู้ป่วย
โดยน้ำที่ไหลออกทางช่องน้ำรูปหัวช้างทางทิศเหนือใช้รักษาผู้ป่วยธาตุน้ำ น้ำที่ไหลออกทางช่องน้ำรูปหัวสิงห์ทางทิศใต้ใช้รักษาผู้ป่วยธาตุไฟ น้ำที่ไหลออกทางช่องน้ำรูปหัวม้าทางทิศตะวันออกใช้รักษาผู้ป่วยธาตุลม และน้ำที่ไหลออกทางช่องน้ำรูปหัวมนุษย์ทางทิศตะวันตกใช้รักษาผู้ป่วยธาตุดิน



ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
โพสต์ 2013-12-14 23:12 | ดูโพสต์ทั้งหมด

โพสต์ 2014-6-29 04:02 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆครับ
โพสต์ 2017-7-28 20:28 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณค่ะสำหรับข้อมูล
โพสต์ 2017-7-28 20:38 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ณ ขณะนี้พระวรกายสีขาวแล้ว
โพสต์ 2017-7-28 21:50 | ดูโพสต์ทั้งหมด
aaaay1215 ตอบกลับเมื่อ 2017-7-28 20:38
ณ ขณะนี้พระวรกายสีขาวแล้ว

ทราบได้อย่างไรครับ
โพสต์ 2017-7-29 11:44 | ดูโพสต์ทั้งหมด
Guinanga ตอบกลับเมื่อ 2017-7-28 21:50
ทราบได้อย่างไรครับ

^_^
หากจะตอบเรื่องนี้ ไม่สามารถบอกได้โดยทั้งหมด
บอกได้เพียงท่านให้รู้  
เหมือนพ่อรู้ ลูกหน้าตาเป็นอย่างไร
คำตอบก็เป็นเช่นนั้นค่ะ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้