ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
สั่งพิมพ์ ก่อนหน้า ถัดไป

>> ล็อกเก็ตพระศิวะ <<

[คัดลอกลิงก์]
งดงามมีเอกลักษณ์ แถมลิมิเต็ดอิดิชั่น
ดีจริงอะไรจริงก๊าบคอนเฟิร์ม
แต่จะไม่หวือหวาแบบพระรุ่นอื่นของหลวงปู่นะก๊าบ
จะเปนแนวเรื่อยๆนุ่มๆ คือช้าๆเรื่อยๆแต่ขึ้นอย่างเดียวไม่มีตกก๊าบ
โอม นะมัส ศิวายะ ....
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Sornpraram เมื่อ 2013-11-19 08:24

ตำนาน"ศิวนาฏราช"


พระศิวะเป็นมหาเทพที่ค่อนข้างจะอยู่ในแนวของศิลปินมากกว่าเทพองค์อื่น ๆ บรรดาทวยเทพทั้งปวงต่างกล่าวขวัญกันถึงอารมณ์ศิลป์ของพระศิวะว่าเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน
    เป็นต้นว่าในเรื่องของการแต่งองค์ทรงเครื่อง พระศิวะก็ไม่ค่อยจะโปรดแต่งองค์ด้วยเครื่องทรงอันหรูหราตระการตาดั่งราชันย์
    ไม่โปรดที่จะประดับแก้วแหวนเงินทองพราวระยับจับตาดั่งเทพส่วนใหญ่
    พระศิวะทรงโปรดที่จะแต่งตัวปอน ๆห่มหนังสัตว์มุ่นพระเกศาไว้รวก ๆ มีงูเป็นดั่งสังวาลย์สาย
    พระองค์ชอบที่จะไปนั่งบำเพ็ญภาวนาตามป่าช้าที่เต็มไปด้วยเงาของภูตพรายสารพัน
    นอกจากสไตล์ของพระองค์ที่ค่อนไปทางศิลปินผู้สมถะและใฝ่สันโดษแล้ว พระศิวะยังทรงเป็นศิลปินแท้ ๆที่ได้รับการยอมรับว่าทรงเป็นเจ้าของตำรับการร่ายรำระบำฟ้อนแห่งอินเดียเลยก็ว่าได้
    ด้วยเพราะทรงเป็นเทพแห่งศิลปะการร่ายรำ ปางหนึ่งของพระศิวะที่แสดงถึงฐานะของพระองค์ชัดเจนจึงเป็นปางที่ถือได้ว่าเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายนัก

http://www.yanravee.com/index.php?option=com_content&task=view&id=14&Itemid=28




ขอบคุณภาพจาก http://www.siamganesh.com
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย Sornpraram เมื่อ 2013-11-19 08:21

ปางนั้นก็คือปางนาฏราช (nataraja)

    ในตำนานเล่าว่า พระศิวะทรงชักชวนพระนารายณ์ปลอมแปลงโฉมเป็นสามี-ภรรยากันไป ณ ป่าแห่งหนึ่งเพื่อกำราบเหล่าดาบสที่ไม่ตั้งตนบำเพ็ญตบะและบูชาเทพอย่างที่ควร ดาบสกลุ่มนั้นประพฤติตนเหลวไหล ใฝ่ไปในทางชั่วมากกว่าจะอยู่ในศีลในธรรม

เมื่อทั้ง 2 มหาเทพไปปรากฏตัวในป่านั้นในฐานะของโยคีหนุ่มกับภรรยาสาว (พระนารายณ์ทรงปลอมเป็นภรรยาพระศิวะ)


     เหล่าดาบสผู้มากกิเลสตัณหาก็พากันมาเวียนวนเกี้ยวพาราสีสาวงามภรรยาของโยคีหนุ่ม โดยไม่สนใจหรอกว่านางเป็นผู้มีคู่มีเจ้าของแล้ว บรรดาเมียๆของดาบสต่างก็ไม่วางตนว่าไม่โสดแล้วต่างก็พากันมาให้ท่าทอดสะพานโยคีรูปงามกันมิเว้นวาย
    เวลาผ่านไป ก็ไม่มีดาบสผู้ใดพิชิตภรรยาสาวของโยคีได้ ความพิศวาสจึงได้กลายเป็นความเคืองแค้น เหล่าดาบสจึงพากันสาปแช่งโยคีและเมียรักให้มีอันเป็นไป แต่ทว่า คำสาปนั้นหลับไม่เกิดผลใด ๆ ทั้งสิ้น พวกดาบสนั้นไม่อาจล่วงรู้ได้ว่าโยคีนั้นคือพระศิวะและภรรยานั้นคือพระนารายณ์ อิทธิฤทธิ์เวทมนตร์ใดๆก็มิอาจกล้ำกรายผู้เป็นเทพได้แน่นอน แต่ด้วยความไม่รู้นั้น จึงยังทำพวกดาบสกำเริบเสิบสานต่อไป
    พวกดาบสส่งยักษ์ชื่อมุยลกะมาปราบ พระศิวะก็ทรงสำแดงฤทธิ์เดช ใช้เท้าข้างหนึ่งเหยียบอกยักษ์ไว้ แล้วก็ทรงร่ายรำไปในลีลาอันวิจิตรพิสดารยิ่งนัก บรรดาดาบสทั้งหลายจึงยอมศิโรราบ กราบขอขมาต่อพระศิวะโดยดีเมื่อได้ตระหนักว่าตนกำลังอหังการกับมหาเทพเสียแล้ว

ภาพนี้อยู่ที่ปราสามพนมรุ้ง อยู่เหนือทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์



ณ เทวาลัยในเมืองจิทัมพรัม ได้มีรูปพระศิวะในท่าร่ายรำต่าง ๆถึง 108 รูปด้วยกัน บรรดาผู้ที่สักการะบูชาพระศิวะมักจะไปบูชาพระศิวะ ณ เทวาลัยแห่งนั้นเป็นจำนวนมากในแต่ละปี



    ตามตำนานโบราณกล่าวว่า เมื่อพระศิวะทรงตีกลองเป็นจังหวะอันไพเราะ โลกใบนี้ได้เคลื่อนไหวไปตามจังหวะกลองนั้นด้วย และเมื่อพระศิวะทรงร่ายรำเคลื่อนไหวพระองค์และพระกรพลิ้วไป ก็เป็นเหตุให้บังเกิดสุริยจักรวาลขึ้นในบัดนั้นเอง นักระบำของอินเดียจะต้องร่ายรำในท่าบูชาพระศิวะก่อนเสมอ แล้วจึงค่อยร่ายรำในท่าอื่นๆต่อไป


    สำหรับท่ารายรำทั้ง 108 ท่าของพระศิวะนั้น ล้วนเป็นท่าที่ต้องใช้อวัยวะทุกส่วนของร่างกายประกอบด้วย ไม่ว่าจะเป็น แขน ขา ข้อมือ เท้า เอว อก สะโพกหรือแม้แต่กล้ามเนื้อรอบดวงตา ลีลานาฏศิลป์แบบพระศิวะนั้นทั้งงดงามและน่าเกรงขาม


    นอกจากนี้ นาฏลีลาของพระศิวะนั้นเป็นต้นแบบของท่าฟ้อนรำแบบไทย ๆเราด้วย ซึ่งได้นำท่าของพระศิวะมาประยุกต์ดัดแปลง เช่นเดียวกับท่าร่ายรำระบำฟ้อนของอีกหลาย ๆประเทศ ซึ่งได้ยอมรับว่ามีต้นแบบมาจากนาฏลีลาของพระศิวะเป็นส่วนมาก ผู้ที่เป็นศิลปินในแขนงการเต้นรำหรือฟ้อนรำมักจะนิยมบูชาขอพรจากพระศิวะให้เกิดความรุ่งเรืองในชีวิต ด้วยการบูชาพระศิวะด้วยดอกลำโพง

ภาพสลักท่ารำ 108 กรณะ(ท่า) ที่วัดจิทามพรัม(จิ-ทาม-พะ-รัม) ที่แคว้นทมิฬนาฑู





ศิวะมหาเทพ ศิวะนาฏราช

        ศิวะนาฏราชหรือบางครั้งเรียก “ลีลา” เป็นอีกปางหนึ่งที่คณะผู้ศรัทธาพระศิวะนิยมบูชากัน โดยเฉพาะ เรามักพบเห็นในพิธีสรงน้ำเทวรูปที่เป็นของพราหมณ์ราชสำนัก ก็มักปรากฏว่ามีการนำเอา เทวปฏิมา ปางศิวะนาฏราช มาร่วมพิธีกรรมอยู่บ่อยครั้ง อันแสดงถึงนัยพิธี บางประการ แม้ในพิธีกรรมไหว้ครูครอบครู ที่เป็นพิธีกรรมสำคัญที่ต้องการความเข้มขลังศักดิ์สิทธิ์ ก็จะนำเทวรูปมาประกอบพิธีกรรมด้วย และ ก็มักเรียกเทวรูปที่จะสรงน้ำในพิธี ว่า “พระไสยศาสตร์” ซึ่งจะต้องมีศิวะนาฏราชประกอบด้วยทุกครั้ง



         ความเป็นมาของพระศิวะปางนี้ก็มีเรื่องเล่าเป็นปกรณัมว่า มีนักพรตประมาณ ๑๐,๐๐๐ คนช่วยกันประกอบพิธีกรรมต่างๆ ขึ้นเพื่อเป็นการเสริมพลังอำนาจของตนให้แข็งแกร่ง จนไม่มีนักพรตหรือฤาษีตนใดจะมีฤทธิ์เทียบเท่า กระทั่งริอ่านกำเริบไปบังอาจสู้รบกับพวกเทวดา โดยสำคัญตัวผิดว่าเป็นผู้ไม่มีวันตาย จึงทำให้จักรวาลปั่นป่วนไม่เป็นสุขดังเช่นเคย ความรู้ถึงพระวิษณุเทพ พระองค์จึงเสด็จไปกราบทูลให้ศิวะมหาเทพทรงทราบและหาหนทางแก้ไข พระองค์จึงทรงออกอุบายว่า พระองค์จะแปลงเป็นพราหมณ์หนุ่มผู้มีรูปงาม สะอาดหมดจด และให้พระวิษณุเทพแปลงเป็นสตรีผู้มีความงามเป็นอย่างยิ่ง และให้เป็นที่หลงใหล แก่ผู้คนที่ได้พบเห็น

วัดจิทามพรัม



ครั้นรับพระบัญชาวิษณุเทพแปลงร่างเข้ายั่วยวนนักพรตให้เกิดความหลงใหล เพื่อให้ละจากการประกอบพิธีกรรม ส่วนพราหมณ์รูปงามได้เข้าไปตีสนิทกับพวกพราหมณี ยุยงให้งดช่วยเหลือฝ่ายชายในการประกอบพิธีกรรม ฝ่ายพวกพราหมณ์โกรธแค้นเข้าขวางทางชายหนุ่มรูปงาม โดยหารู้ไม่ว่านั่นคือการใช้ศิวะมายาแปลงรูป เหล่านักพรตโกรธแค้นมากจึงรวมตัวกันร่ายมนต์เป็น “เสือ” หมายให้ขย้ำพราหมณ์รูปงาม เสือหรือจะสู้ฤทธาของพระเป็นเจ้า พระองค์ทรงจับเสือทุ่มกับพื้นจนขาดใจตายพร้อมกับถลกหนังเสือมาห่ม นักพรตเห็นจึงเสกพญานาคตัวใหญ่อีก พราหมณ์หนุ่มก็คว้าเอาพญานาคนั้นมาเป็นสร้อยพระศอ เมื่อรู้ว่าสู้ไม่ได้จึงเสกอสูรที่ดุร้ายมากเข้าทำร้ายพราหมณ์หนุ่ม อสูรไม่สามารถทานกำลังพราหมณ์หนุ่มได้ อสูรเสียท่าถูกทุ่มลงกับพื้นและใช้เท้าเหยียบ (อสูรตนนั้นคือ อสูรมูลาคินี หรือบางแห่งเรียกยักษ์มุยะละกะ) พร้อมกันนั้นองค์ศิวะแปลงทรงเต้นรำด้วยกระบวนท่าต่างๆ ที่สวยงามมาก (กลายเป็นรากฐานของนาฏศิลป์ใช้สืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้)  กลุ่มนักพรตเห็นเช่นนั้นจึงระคายใจว่าพราหมณ์หนุ่มผู้นี้คงหาใช่ผู้ใดอื่นไม่ คงเป็นศิวะมหาเทพแปลงมาเป็นแน่ ต่างยอมรับในเทวะบารมีพร้อมกับแสดงความนบนอบถวายตัวกล่าวสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า



            หลังจากเหตุการณ์นั้นผ่านไปทรงมีเทวบัญชาให้พระเคณศผู้มีสติปัญญาหลักแหลมสามารถจดจำสิ่งต่างๆ ได้ง่าย จดจำท่าร่ายรำแล้วเอา
มาสั่งสอนมนุษย์ ที่เรียกว่า “นาฏยัม” อันกลายมาเป็นแม่บทแห่งนาฏศิลป์ของชาวภารตะและมวลมนุษย์ปฏิบัติสืบต่อมา


        
        ความหมายของศิวะนาฏราชหรือ “ลีลาพระศิวะ”นั้นแฝงเร้นปรัชญาฮินดูอันลึกซึ้งไว้เกี่ยวกับการอธิบายปรากฏการณ์ ความเป็นไปของธรรมชาติที่มีกลไกอันยิ่งใหญ่ลี้ลับเป็นผู้ผลักเคลื่อน และให้ชื่อสิ่งนั้นว่า “ชีวา” ซึ่งคนไทยเราออกสำเนียงภาษา สันสกฤต หรือฮินดู ไม่ชัด จึงออกสำเนียงเป็น ศิวะ ดังปัจจุบัน



        ปรากฏการธรรมชาติที่มนุษย์พรรณนาออกมาในหลักปรัชญาที่ว่าแต่เดิมเป็นเอกะเมื่อจะกำเนิดชีวิตนั้น พลังดังกล่าวได้แบ่งแยกออกเป็นสองคือบวกและลบ (อธิบายตามหลักปรัชญาจีนว่า หยิน-หยาง)เพราะเหตุนี้จึงเกิดขั้วขึ้นและระหว่างขั้วทั้งสองก็ได้บังเกิดเป็นวงจร จากการโคจรของพลังดังกล่าวทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตขึ้น เรียกว่า “จังหวะ” อุบัติการณ์เช่นนี้เรียกว่า ลีลาของธรรมชาติซึ่งในตำนานอินเดียสัญญลักษณ์ดังกล่าวก็คือรูปปฏิมากรรมของพระศิวะในท่าเริงระบำ ซึ่งการเริงระบำของพระศิวะนั้นยังกล่าวถึงการกำเนิดสิ่งมีชีวิต(การเคลื่อนของวรจร พลังชีวิต) และยังหมายถึงการทำลายล้างด้วยซึ่งเรียกการเริงระบำในลักษณะนี้ของพระศิวะว่า “ตาณฑวะ” เป็นจังหวะการร่ายรำของพระศิวะในจังหวะเร็วที่สุดเหมือนเพลงชั้นเดียวของไทยในการเล่นเพลงเถาตอนปล่อยลูกหมด ในตอนนี้พระศิวะจะร่ายรำในท่าจังหวะร้อนแรงที่สุด เมื่อถึงตอนนั้นโลกจะหมุนอย่างรวดเร็วและทุกสิ่งทุกอย่างก็จะถูกทำลายในที่สุด



        ท่วงท่าการร่ายรำของพระศิวะถูกถ่ายทอดมาเป็นนาฏยศาสตร์ ประกอบด้วยท่ารำ หรือ กรณะ ๑๐๘ ท่า ผู้บันทึกท่ารำต่างๆเพื่อถ่ายทอดแก่โลกเป็นพระฤาษีตนหนึ่ง ชื่อ “พระภรตมุนี” จึงนับถือเอาพ่อแก่ หรือเศียรพระฤาษี เป็นครูต้นของผู้ศึกษานาฏยศาสตร์ โดยมีต้นเค้าจากการที่พระศิวะเสด็จมาแสดงท่าร่ายรำที่เมืองจิทรัมพรัม บริเวณใต้มัทราส ในปัจจุบันก็มีการสร้างรูปศิวะในท่าเริงระบำ โดยแกะเป็นรูปจำหลักที่เสาศิลาใน โคปุระ ด้านตะวันออกทางเข้ามหาวิหาร ซึ่งท่าศิวะเริงระบำที่ปรากฏนี้นับว่าเป็นแบบแผนของการร่ายรำของชมพูทวีป ที่ถ่ายทอดสู่ภูมิภาคต่างๆแถบสุวรรณภูมิ รวมถึงการร่ายรำนาฏกรรมของไทยเราก็เชื่อถือว่าสืบมาจากท่าร่ายรำของพระศิวะเป็นเจ้า จึงนับถือและบูชาในฐานะบรมครูด้าน นาฏยศาสตร์ด้วย…





ที่มา..http://topicstock.pantip.com
oustayutt ตอบกลับเมื่อ 2013-11-18 20:21
องค์พ่อศิวะทำให้ได้เหรียญขวัญถุงครับ ...

ขอกับพระศิวะ หรือครับ
เห็นแล้วตื่นเต้นอยากบูชาครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้