ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
ดู: 3185
ตอบกลับ: 1

พระราหูกะลาตาเดียว ท่านครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ จ.ลำปาง

[คัดลอกลิงก์]

พระราหูกะลาตาเดียว ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ จ.ลำปาง สร้างเป็น 2  อัน
คือ "พระราหูอมจันทร์" อันหนึ่ง และ "พระราหูอมพระอาทิตย์"
พระราหูกะลาตาเดียว ท่านครูบานันตา  วัดทุ่งม่านใต้ จ.ลำปางแวดวงนักสะสมเครื่องรางของขลัง  ในทุกวันนี้ ได้ให้ความสนใจใน กะลาตาเดียวแกะรูปพระราหู ของ  ท่านครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ จ.ลำปาง กันอย่างกว้างขวาง  โดยได้รับการยกย่องว่าเป็น เทพเจ้าแห่งเครื่องรางของขลัง ของ  อาณาจักรล้านนาไทย ท่านครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้  เป็นพระคณาจารย์ร่วมสมัยกับ ท่านครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนา  ที่มีผู้ให้ความเคารพศรัทธาเลื่อมใสทั่วแผ่นดินล้านนา
ท่านครูบานันตาได้เริ่มสร้าง  พระราหูกะลาตาเดียว มาตั้งแต่เมื่อไร ไม่ได้มีการจดบันทึกเอาไว้  เพียงแต่รู้จากคำบอกเล่าของคนเฒ่าคนแก่ สืบต่อกันมาว่า  ท่านครูบานันตา ได้สร้างพระราหูกะลาตาเดียว มานานแล้ว  คือตั้งแต่แรกเริ่มสมัยที่  ท่านครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ (ถูกกล่าวหามีผิดทางพระวินัยสงฆ์)  ท่านครูบานันตา  ซึ่งเป็นสหธรรมิกก็ได้สร้างกะลาตาดียวแกะรูปพระราหูขึ้น  เพื่อใช้อธิษฐานขอให้ท่านครูบาศรีวิชัย พ้นจากความผิดอธิกรณ์ ซึ่งในที่สุดแล้ว  ท่านครูบาศรีวิชัยก็ได้พ้นมลทินทุกประเด็น พระราหูกะลาตาเดียว  ของท่านครูบานันตา จะสร้างไว้เป็นคู่ๆ คือ มี  สุริยัน ก็ต้องมี จันทรา ด้วยเสมอ ครูบานันตา ท่านจะใช้  พระยันต์สุริยประภา และ พระยันต์จันทรประภา  เป็นหลัก
สำหรับอุปเท่ห์ในการใช้พระราหูกะลาตาเดียว ครูบานันตา วัดทุ่งม่านใต้ นั้นผู้บูชาควรได้รู้ถึงความสำคัญแห่งพระยันต์ทั้ง 2 นี้ก่อน  ดังนี้
สิทธิ การิยะ ยันต์สุริยประภา และยันต์จันทรประภา ทั้ง 2  ยันต์นี้ เป็นพระยายันต์ที่ประเสริฐยิ่ง มีตำนานกล่าวมาว่า มีพระฤๅษี 2 ตน  สถิตอยู่ ณ เขายุคนธร ได้พิจารณาเล็งดูมนุษย์ทั้งหลายว่า ในกาลภายหน้า  จักมีทุกข์ภัยเวทนา จึงใคร่จะช่วยให้มนุษย์พ้นทุกข์ทั้งหลายทั้งปวง ฤๅษีตนหนึ่ง  จึงสร้างยันต์ขึ้นยันต์หนึ่ง ชื่อ สุริยประภา ฤๅอีกตนหนึ่งสร้างยันต์  จันทรประภา ขึ้น จึงเป็นที่มาของคำว่า สุริยัน-จันทรา ผู้ที่จะทำยันต์ทั้ง 2 นี้ ให้หา  กะลามะพร้าวตาเดียว  เอามาแกะเป็นรูป พระราหูอมจันทร์ อันหนึ่ง  พระราหูอมพระอาทิตย์ อันหนึ่ง แล้วให้ลงยันต์สุริยประภาที่พระอาทิตย์  ลงยันต์จันทรประภาที่พระจันทร์ พระยันต์ทั้ง 2 นี้  เป็นพระยันต์ที่รวบรวมอำนาจบารมีทุกๆ อย่างมาสู่ผู้บูชาและสวมใส่ นับเป็นของมีค่า  หาใดเสมอเหมือนมิได้
ครั้งหนึ่ง หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง  จ.นครปฐม ยังได้ไปแลกเปลี่ยนวิชาพระราหูกับท่าน  ครูบานันตา และได้ขอเรียนวิชาเพิ่มเติม ในการสร้างกะลาตาเดียว  รวมทั้งวิชา วัวธนู พอกคลั่งพุทราจากท่านครูบานันตามาแล้ว จนทำให้ พระราหูกะลาตาเดียว และ  วัวธนู ของ หลวงพ่อน้อย วัดศีรษะทอง  โด่งดังมาถึงทุกวันนี้ โบราณจารย์เชื่อกันว่า กะลาตาเดียว  มีคุณวิเศษในตัว โดยไม่ต้องผ่านการปลุกเสกก็ได้ เพราะถือว่า เป็นวัตถุอาถรรพ์ นำโชค  ป้องภัย ป้องกันเสนียดจัญไร และคุณไสยต่างๆนานาได้วิเศษนัก คนสมัยโบราณ มีความเชื่อว่า กะลามะพร้าวที่มีตาเดียว  หรือที่เรียกว่า กะลาตาเดียว  เป็นวัตถุที่มีอำนาจอาถรรพ์และคุณวิเศษอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว เพราะตามธรรมชาติ  กะลาทั่วๆ ไปจะต้องมี 2 ตาเสมอ กะลาตาเดียวจึงเป็นวิเศษ ที่หายากยิ่ง  และความเชื่อนี้ ก็ยังมีการสืบทอดมาจนถึงทุกวันนี้
การนำกะลาตาเดียว มาใช้เป็นเครื่องรางของขลัง นั้นคนสมัยโบราณ ได้นำกะลามะพร้าวที่มีตาเดียว มาแกะแล้วเจาะรูห้อยคอ  สำหรับเป็นเครื่องรางป้องกันภัยต่างๆ ไม่ว่าจะป้องกันเสนียดจัญไร ป้องกันคุณไสย  และมนต์ดำ รวมทั้งป้องกันภูตผีปีศาจ ขับไล่ภูตผีวิญญาณร้าย ที่เข้าสิง  พร้อมทั้งใช้ล้างอาถรรพ์ต่างๆ ที่มีอยู่ในบ้าน เช่น ปลูกบ้านคร่อมตอ ทับของมีคมแรง  หรือบ้านที่ตั้งอยู่กลางทางสามแพร่ง และอื่นๆ  ที่เชื่อกันว่าจะส่งผลร้ายให้แก่ผู้ที่อยู่อาศัย ให้กลับมาเป็นดี ทั้งนี้ ความเชื่อในเรื่องอำนาจอาถรรพ์ของ กะลาตาเดียว  มิใช่แค่ป้องกันภัยต่างๆ ดังกล่าว เท่านั้น แต่ยังมีความเชื่ออีกว่า ถ้าผู้ใดมี  กะลาตาเดียว ติดตัวตลอดเวลา จะทำให้ผู้นั้น ประสบกับความมีโชคลาภอีกด้วย
อย่างไรก็ตามเนื่องจาก กะลาตาเดียว เป็นวัตถุอาถรรพ์ที่มีอำนาจพิเศษ ทำให้คนในสมัยโบราณบางคน  มักนิยมนำไปให้เกจิอาจารย์ผู้มีความรู้ความชำนาญทางวิชาคาถาอาคมต่างๆลงอักขระเลขยันต์พร้อมกับปลุกเสกให้ด้วย เพื่อเพิ่มความขลังยิ่งๆ ขึ้น ไม่เพียงเท่านั้น คนสมัยก่อน หรือแม้แต่สมัยนี้  ในท้องที่ชนบทบางแห่ง ก็ยังมีให้เห็นอยู่ คือ  มีการใช้กะลามะพร้าวตักข้าวสารเวลาหุงข้าว ด้วยความเชื่อว่า จะทำให้มีข้าวกินตลอดไป ไม่มีอดอยาก มีความอุดมสมบูรณ์ ในเรื่องพืชพรรณธัญญาหารต่างๆ
ส่วนคนที่เป็นข้าราชการ  จะนำกะลาตาเดียวมาแขวนคอติดตัวเวลาไปทำงานด้วย เพื่อเป็นการเสริมดวง  เพิ่มพูนความเจริญรุ่งเรืองก้าวหน้า ทางตำแหน่งหน้าที่การงาน ยศถาบรรดาศักดิ์  หนุนเนื่องความเป็นเจ้าคนนายคนอีกด้วย
ความเชื่อในเรื่องอำนาจอาถรรพ์ของ กะลาตาเดียว  ทำให้ในเวลาต่อมาได้มีการนำ กะลาตาเดียว มาแกะเป็นรูป พระราหู  เพื่อเอาไว้ห้อยคอ เป็นได้ทั้งเครื่องประดับและเครื่องรางไปในตัว ความเชื่อเกี่ยวกับกะลาตาเดียวได้รับความนิยมไม่เฉพาะในหมู่ข้าราชการ  แม้พ่อค้าแม่ขายก็นิยมมีไว้เช่นกันเพราะเชื่อว่า จะช่วยให้การค้าขายดี  มีเงินทองไหลเข้ามาตลอดเวลา นอกจากนี้ คู่บ่าวสาวที่แต่งงานกันใหม่ๆ ก็มีความเชื่อว่า  กะลาตาเดียว จะทำให้ครองรักกันนิรันดร จึงนำเอากะลาตาเดียวทั้งลูก  ที่เป็นตัวผู้และตัวเมียคู่กัน เก็บไว้ในเรือนหอ บางคู่ไม่ต้องการให้อีกฝ่ายหนึ่ง นอกใจไปรักหญิงอื่น ชายอื่น  ก็จะแกะสลักชื่อสกุลทั้งของสามีและหรือของภรรยา ลงในแผ่นไม้รักแผ่นเดียวกัน  แล้วใส่ลงในกะลาตาเดียว เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายนอกใจ
อีกความเชื่อหนึ่ง ถ้ามี  เครื่องรางกะลาตาเดียว  ไว้ติดตัวจะช่วยให้มีสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ป้องกันโรคภัยต่างๆ  ไม่ให้มาเบียดเบียน หรือถ้าเป็นโรคภัยเจ็บป่วย ก็จะช่วยให้หายเร็วขึ้น
เครื่องรางกะลาตาเดียว ครูบานันตา  วัดทุ่งม่านใต้ ปัจจุบันยังเป็นที่นิยมในหมู่นักสะสมเครื่องรางของขลัง  รวมถึงผู้คนโดยทั่วไป ที่พยายามเสาะแสวงหามาเก็บไว้ด้วย เพราะมีความเชื่อว่า  จะสามารถทำให้ประสบความสุขความสำเร็จ ความเจริญรุ่งเรือง ความปลอดภัย  และความมีโชคลาภ ได้ด้วย ซึ่งไม่ใช่จะเกิดแต่เฉพาะกับตัวเองเท่านั้น  แต่ยังรวมไปถึงครอบครัว ร้านค้า และที่อยู่อาศัยอีกด้วย
ซึ่งตรงกับคำโบราณที่ว่า "ครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข  การค้าการขายเจริญรุ่งเรือง พบพานแต่สิ่งดี แคล้วคลาดปลอดภัย รอดพ้นจากสิ่งเลวร้าย  ทั้งหลายทั้งปวง เฉกเช่นนั้นแล" ทั้งหมดนี้...นับเป็นความศรัทธาเชื่อถือ ที่น่าศึกษา  และน่าสนใจเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง
ที่มา... โดยคุณ.."วัต ท่าพระจันทร์"
โพสต์ 2016-11-11 07:26 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้