ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
ดู: 561
ตอบกลับ: 2

ล็อคเก็ต...อาจารย์สรายุทธ (พ่อปู่ฤาษีตาไฟ)

[คัดลอกลิงก์]
ล็อคเก็ต...อาจารย์สรายุทธ (พ่อปู่ฤาษีตาไฟ)
(พำนักติคญาโณ จัดสร้าง)


            ท่านเป็นพระฤาษี ที่มี 3 เนตร โดยมีเนตร ที่สามกลางหน้าผาก ตามตำนานกล่าวไว้ว่า เนตรที่สามของพระฤาษีตาไฟนั้น เมื่อลืมขึ้นมาเมื่อใดจะบังเกิดเป็นไฟประลัยกัลป์ขึ้น เมื่อนั้น ลักษณะของ เนตรที่สามของพระฤาษีตาไฟนี้ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีบุญและมีตบะฌาน และบารมีที่แก่กล้า มหาศาล   เพราะฉะนั้นผู้ใดที่บูชาท่าน บารมีท่านย่อมปกป้องคุ้มครองศิษย์ผู้นั้น เสมอ

           เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่าพระฤาษีตาไฟนั้นนอกจากเป็นจ้าวแห่งเวทย์มนต์คาถาแล้วท่านยังมีฤทธิ์ในเรื่องของโชคลาภ ค้าขายอีกด้วยดังนั้นจึงไม่เป็นที่แปลกใจเลยว่ามักจะมีคนคอยบูชาท่านเป็นจำนวนมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อค้าแม่ขายล้วนแล้วแต่บูชาท่านแทบจะทุกคน
           พระฤาษีตาไฟที่อาจารย์สรายุทธจัดสร้างนี้      เป็นพระฤาษีตาไฟที่จัดสร้างโดยอุณมิลิตตามแบบตำราการสร้างโบราณกาลซึ่งมีการถอดแบบมากจากองค์พระฤาษีตาไฟอันศักดิ์สิทธิ์    มีอิทธิคุณในเรื่องของเมตตา มหานิยม โชคลาภค้าขาย อย่างเอกอุ มีการประจุฤทธิ์ตามแบบโบราณครบถ้วนสมบูรณ์ดังนั้นจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่ศรัทธาในองค์บรมครูปู่ฤาษีตาไฟควรมีไว้บูชาเพื่อความเป็นศิริมงคลครับ

             ด้านหน้าลงยันต์พ่อปู่ฤาษีตาไฟ หัวใจคาถาปู่ตาไฟคือ   “จิปิเสคิ” หรืออีกชื่อเรียกว่า
ยันต์ปฏิสังขาโย...มีอานุภาพแก่ผู้บูชา   คือ…ไม่อด ไม่อยาก มีโชคมีลาภ มีปัจจัย 4 ใช้สอยตลอด
ด้านหลัง  ยันต์พิชัยสงคราม  และยังล้อมด้วยยันต์ เตือนภัย กันโจรขโมย  ล้อมด้วยหัวใจอักขระ
ป้องกันภัย 8 อย่าง   อิทธิคุณด้านเสริมดวง เสริมบารมี เปิดดวงชะตากำจัดปัญหาอุปสรรคในชีวิต   
พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรก ขจัดปัดเป่าในสิ่งที่ไม่ดี    ป้องกันเสนียดจัญไร คุณคน  คุณไสยการกระทำย่ำยี  
ทางไสยศาสตร์และอำนาจชั่วร้ายทั้งปวง    ป้องกันภูติผีปิศาจมิให้มาแผ้วพาล   หนุนอุ้มชูดวงชะตาราศรีไม่ให้ตกต่ำ  
คุ้มครองป้องกันภัย    บังเกิดความเป็นศิริมงคล ศิริลาภ ศิริผล เจริญในตำแหน่งในหน้าที่การงาน บังเกิดโชคลาภเป็นเมตตามหานิยมเป็นมงคลทุกประการ

************************************

จำนวนการจัดสร้าง
ล็อกรูปไข่ฉากขาว......
ล็อกเก็ตรูปไข่ฉากทอง.......
ล็อกเก็ตรูปสี่เหลี่ยมฉากขาว...........
ล็อกเก็ตรูปสี่เหลี่ยมฉากทอง................

*************************************

มวลสารที่นำมาอุดในล็อคเก็ตฤาษีตาไฟ
ผงอาหารฤาษี
ผง ลป. ทวด 7 กษัตริย์
ผงธูป พ่อหลวงพรม
ผงธูป ลป. แนม วัดเขาหน่อ
หินถ้ำพ่อหลวงพรหม
ผงอิทธิเจ ลพ. เตี้ย วัดสามเอก
ผงพระแตกหัก ปิดตาสามไตรมาส ลพ. ยิด วัดหนองจอก
ว่านดอกทอง
ผงขุนแผนไก่แก่ฯ
ผงขุนแผนมะรุมมะตุ้ม
ผงขุนแผนสะกดทัพ
พระขุนแผนยอดขุนพลพรายกุมาร ผงอิทธเจ อ. ชุม วัดศรีจันทร์
น้ำมันมนต์ ลป. ครูบาสุรินทร์ วัดหลวงสีเตี้ย ลำพูน
ผงปิดตาใบเสมา
สีผึ้งสามพันตึง
สายสิญจน์จูงศพ
ไม้กระดอนสะท้อน
ข้าวสารดำ

ขอขอบคุณ.....ข้อมูลดีๆจาก    อ.สรายุทธ  และ  เวปฯ บ้านจอมพระ
สนใจบูชา โทร 089-924-0386 พี่จ้อ
หรือทักทางข้อความ…… Messenger  "Paneewan Dermsunthia"
ขอบคุณค่ะ


ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2023-9-5 09:18 | ดูโพสต์ทั้งหมด
ภาคหนึ่งของพระศิวะ


           ในปัจจุบันจะเห็นได้ว่า การสร้างรูปเคารพของพระฤาษีตาไฟนั้น มักปรากฏเป็นพระฤาษีที่มีสามตา โดยมีตาที่สามกลางหน้าผาก ตามตำนาน กล่าวไว้ว่า ตาที่สามของพระฤาษีตาไฟนี้ลืมขึ้นเมื่อใดจะบังเกิดเป็นไฟประลัยกัลป์ขึ้นเมื่อนั้น ลักษณะของตาที่สามของพระฤาษีตาไฟนี้ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีบุญ และมีตบะญาณที่แก่กล้า ตามคติทางพราหมณ์ และพุทธนั้นกล่าวว่าบุคคลที่ได้บำเพ็ญเพียรทางจิตมาหลายร้อยหลายพันชาติ เป็นอนันตชาตินั้น เมื่อบังเกิดขึ้นมาในภพชาติปัจจุบัน จะมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็นผู้มีบุญเกิดขึ้นกับร่างกายหลายอย่าง และ อย่างหนึ่งก็คือการมีอุณาโลมที่กลางหน้าผาก อุณาโลมกลางหน้าผากนี้กับภาวะตาที่สามเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งตาที่สามหรือดวงตาแห่งเทพเจ้า หรือการเข้าสู่สภาวะการณ์หยั่งรู้ที่ลึกซึ้งในด้านจิตวิญญาณ และมีความเชื่อว่า พระฤาษีตาไฟนั้นน่าจะเป็นอวตาร หรือส่วนหนึ่งของพลังแห่งพระเป็นเจ้าที่ลงมาสู่โลกมนุษย์เพื่อทำหน้าที่เป็นคุรุทางจิตผู้ยิ่งใหญท่านหนึ่งของประวัติศาสตร์ และหากพิจารณาแล้วก็น่าจะเชื่อได้ว่าพระฤาษีตาไฟนั้นคือการอวตารส่วนหนึ่งของพระศิวะ หรือ พระอิศวรนั่นเอง
พระอิศวรหรือพระศิวะ ถือว่าเป็นพระเป็นเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่ง ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์ทรงมีสามตา โดยตาที่สามของพระองค์นั้น อยู่กลางหน้าผากดุจเดียวกับพระฤาษีตาไฟ และที่เหมือนกันอีกประการหนึ่งคือ เมื่อใดกตามที่พระอิศวรทรงลืมพระเนตรขึ้น เมื่อนั้นย่อมบังเกิดไฟประลัยกัลป์ขึ้นมา ความเหมือนกัน โดยบังเอิญของตำนานระหว่างพระอิศวรและพระฤาษีตาไฟที่พ้องกันเช่นนี้ทำให้เชื่อได้ว่าท่านทั้งสองคือ พระฤาษีตาไฟ และพระอิศวรย่อมมีความเกี่ยวพันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง และพอเชื่อได้ว่าพระฤาษีตาไฟแท้จริงแล้วก็เป็นภาคหนึ่งของพระอิศวร หรือ พระอิศวรเจ้านั่นเอง

สูงสุดคือพระอิศวร
         ในหมู่บรรดาฤาษีโยคีทั้งปวงแล้ว ต้องนับถือว่าพระอิศวรหรือพระศิวะ เป็นใหญ่สูงสุด เพราะพระอิศวรหรือพระศิวะนั้นแท้จริง แล้วคือบรมโยคี หรือมหาโยคี เป็นเทพพรหมฤาษี ที่ทรงตบะสูงสุด ทั้งนี้ฤาษีทั้งหลาย ย่อมบูชาโดยตรงต่อองค์พระศิวะ ด้วยกันทั้งสิ้นและนับถือกันว่าพระศิวะนี้ คือ พระเป็นเจ้า พระศิวะนี้คือต้นตอแห่งฤาษีทั้งหลาย การบำเพ็ญทั้งหลาย ของฤาษีโยคีย่อมมุ่งตรงต่อพระศิวะทั้งสิ้น และด้วยเหตุนี้พระฤาษีตาไฟ พระฤาษีตรีเนตร และ พระฤาษีอิศวร ซึ่งแท้จริงแล้วก็คือท่านเดียวกัน ย่อมมีฐานะเป็นฤาษีสูงสุดเป็นเจ้าแห่งฤาษีทั้งปวง และย่อมเป็นประธานแห่งฤาษีทั้งหลายด้วย


หนึ่งในสี่ของธาตุแม่
           นอกจากการอวตารของพระศิวะเจ้าแล้ว เรื่องของพระฤาษีตาไฟ เป็นตำนานที่เกี่ยวข้องกับแม่ธาตุทั้งสี่ ดังในคำโองการทางไสยศาสาตร์ที่มี ข้อความว่า พระฤาษีตนหนึ่งทรงกสิณอภิญญาตาเป็นไฟ องค์หนึ่งลม หายใจเป็นประลัยดั่งพิษนาค องค์หนึ่งน้ำลายคายออกจากปากเป็นน้ำกรด องค์หนึ่งเล็บหยิกจิกจรด คมดั่งจักรเจ็บทุกเส้นขน หากเราพิจารณาจะเห็นได้ว่า องค์หนึ่งมีตบะฌานแก่กล้าทางไฟ องค์หนึ่งทางลม (ลมหายใจ) องค์หนึ่งทางน้ำ (น้ำลาย) และองค์ที่ใช้เล็บก็หมายถึงธาตุดิน ดังนั้นพระฤาษีตาไฟก็ย่อมเป็นตัวแทนของธาตุไฟตามตำราทางไสยศาสตร์ ด้วยและเมื่อเราค้นคว้าการทำพิธีทางไสยศาสตร์หรือทางศิวะศาสตย์โบราณ ไม่ว่าของทางพราหมณ์ หรือไปดูอย่างทางซีกตะวันออกไกลอย่างอิหร่าน อาหรับ หรือการทำเวทมนต์ของพ่อมดแม่มดในทางตะวันตก จะเห็นได้ว่าการทำพิธีที่สำคัญ หรือการเชื้อเชิญพลังงานที่มีอานุภาพสูงส่งจากอีกมิติหนึ่งนั้นต้องมีผู้ร่วมพิธีอย่างน้อย 4 คน จึงสามารถทำพิธีได้ โดย แต่ละคนต้องเป็นตัวแทนของแต่ละธาตุ หากในกรณีนี้เราถือว่าพระฤาษีตาไฟ คือ การอวตารลงมาของแม่ธาตุไฟ ก็ไม่ผิดนัก หรือจะกล่าวได้ว่า พระอิศวร หรือ พระศิวะเจ้า พระองค์เป็นตัวแทนแห่งแสงสว่างธาตุไฟ (คำว่าศิวะ และแสงสว่าง) พระองค์ทรงแบ่งกำลังส่วนหนึ่งลงมาอวตาร เป็นพระฤาษีตาไฟนั่นเอง

ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
 เจ้าของ| โพสต์ 2023-9-5 09:41 | ดูโพสต์ทั้งหมด
พระฤาษีตาไฟ
ตำนานพระฤาษีตาไฟ

ตำนานเกี่ยวกับผู้วิเศษคือเรื่องราวหนึ่งในตำนาน ที่ถูกกล่าวขานอยู่ทั่วโลก อย่างในสุวรรณภูมิเรานั้นมีเรื่องราวผู้วิเศษหลายท่าน ทั้งที่เป็นพระอรหันต์ และพระฤาษีผู้ทรงฤทธิ์ รวมทั้งเป็นผู้ที่ปฏิบัติตามหลักโยคะศาสตร์ต่างๆ เช่น เล่นว่านยา เล่นแร่แปรธาตุ เล่นอาคม ก็สามารถเข้าถึงอำนาจลึกลับเหนือธรรมชาติได้ จากตำนานทั่วไปเราพบว่าอำนาจวิเศษทั้งหลายเหล่านั้นมักจะพบอยู่ในผู้ที่ออกบวช โดยเฉพาะเหล่าฤาษีทั้งหลาย ทั้งนี้ฤาษีคือพวกออกบวชพระพฤติพรหมจรรย์อย่างเคร่งครัด และเข้าถึงอำนาจแห่งพระเป็นเจ้า
โดยมากนั้นฤาษีมักนับถือพระเป็นเจ้าตามคติลัทธิพราหมณ์ คือ นับถือพระพรหม พระศิวะ พระนารายณ์ การภาวนาของฤาษีอยู่ในหลักของการเล่นพลัง การเล่นกสิณ ดังนั้น ฤาษีจำนวนไม่น้อยจึงบรรลุ ถึงอำนาจที่เหนือธรรมชาติจากการปฏิบัติโยคะทางจิต อำนาจของฤาษีที่บรรลุฌานสมาบัตินั้น ได้แก่ อำนาจในการเดินบนผิวน้ำ การดำดิน การเหาะเหินเดินอากาศ การย่นระยะทาง การรู้วาระจิต การได้หูทิพย์ ตาทิพย์ และอำนาจจิตในการบังคับควบคุมธาตุทั้ง 4 ได้อย่างเด็ดขาด เหล่านี้คืออำนาจที่อยู่ในพระฤาษีที่ลุถึงความเป็นหนึ่งเดียวกับพระเป็นเจ้า
เรื่องราวของพระฤาษีตาไฟนั้น ความจริงแล้วเป็นเรื่องลี้ลับเพราะนามพระฤาษีตาไฟนั้น ปรากฏมาเป็นเวลานานนับพันปีแล้ว ความลี้ลับของพระฤาษีตาไฟนั้นพอเทียบได้กับเรื่องราวของหลวงปู่เทพโลกอุดร ที่ยากจะสืบค้นความจริงได้ ในปัจจุบันจะเห็นว่าการสร้างรูปเคารพของพระฤาษีตาไฟนั้นมักปรากฏเป็นพระฤาษี ที่มีสามตา โดยมีตาที่สามกลางหน้าผาก ตามตำนานกล่าวไว้
ว่าตาที่สามของพระฤาษีตาไฟนี้ลืมขึ้นมาเมื่อใดจะบังเกิดเป็นไฟประลัยกัลป์ขึ้น เมื่อนั้น ลักษณะของตาที่สามของพระฤาษีตาไฟนี้ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของผู้ที่มีบุญและมีตบะฌานที่แก่กล้า ตามคติทางพราหณ์และพุทธนั้นกล่าวว่าบุคคลที่ได้บำเพ็ญเพียรทางจิตมาหลายร้อย หลายพันชาติ เป็นอนันตชาตินั้น เมื่อบังเกิดขึ้นมาในภพชาติปัจจุบันจะมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าเป็นผู้ที่มี บุญเกิดขึ้นกับร่างกายหลายอย่าง และอย่างหนึ่งก็คือการมีอุณาโลมที่กลางหน้าผาก อุณาโลมกลางหน้าผากนี้กับภาวะตาที่สามเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน เพราะถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งตาที่
สามหรือดวงตาแห่งเทพเจ้า
พระอิศวรหรือพระศิวะถือว่าเป็นพระเจ้าที่ยิ่งใหญ่ที่สุดท่านหนึ่ง ตามตำนานกล่าวว่าพระองค์ทรงมีสามตา โดยตาที่สามพระองค์นั้นอยู่กลางหน้าผากดุจเดียวกับพระฤาษีตาไฟ และเหมือนกันอีกประการหนึ่ง ก็คือ เมื่อใดก็ตามที่พระอิศวรทรงลืมพระเนตรขึ้น เมื่อนั้นย่อมบังเกิด ไฟประลัยกัลป์ขึ้นมา ความเหมือนกันโดยบังเอิญของตำนานพระอิศวรและพระฤาษีตาไฟ ที่พ้องกันเช่นนี้ทำให้เชื่อว่าท่านทั้งสองคือพระฤาษีตาไฟและพระอิศวรย่อมมี ความเกี่ยวพันไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่งและพอเชื่อได้ว่าพระฤาษีตาไฟแท้จริงแล้ว ก็คือภาคหนึ่งของพระศิวะหรือพระอิศวรเจ้านั้นเอง
ในหมู่บรรดาฤาษีโยคีทั้งปวงแล้ว ต้องนับถือว่าพระอิศวรหรือพระศิวะเป็นใหญ่สูงสุด เพราะพระอิศวรหรือพระศิวะ นั้นแท้จริงแล้วคือบรมโยคีหรือมหาโยคี เป็นเทพฤาษีที่ทรงตบะสูงสุด ทั้งนี้ฤาษีทั้งหลายย่อมบูชาโดยตรงต่อองค์พระศิวะด้วยกันทั้งสิ้นและนับถือกันว่า พระศิวะนี้ คือพระเป็นเจ้า พระศิวะคือต้นตอแห่งฤาษีทั้งหลาย การบำเพ็ญทั้งหลายของฤาษี โยคีย่อมมุ่งตรงต่อพระศิวะทั้งสิ้น และด้วยเหตุนี้พระฤาษีตาไฟ พระฤาษีตรีเนตร และพระฤาษีอิศวร ซึ่งแท้จริงก็คือท่านเดียวกัน ย่อมมีฐานะเป็นฤาษีสูงสุดเป็นเจ้าแห่งฤาษีทั้งปวง และย่อมเป็นประธานแห่งฤาษีทั้งหลายด้วย
ความหมายแห่งตาที่สาม
หนึ่งในเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องเกี่ยวกับพระฤาษีตาไฟ คือ เรื่องตาที่สามของพระคุณเจ้าฤาษีตาไฟ เพราะตาที่สามของพระฤาษีตาไฟนั้น นับเป็นจุดศูนย์รวมพลังงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระองค์ จุดตาที่สามนี้หากเราทำ การค้นคว้าสอบถามครูบาอาจารย์และนักพลังจิตจะพบว่า เป็นจุดกึ่งกลางหน้าผากของคนเรานั้นเป็นจุดศูนย์รวมพลังงานลี้ลับ ทางโยคะศาสตร์เรียกตรงนี้ว่า “อาชญะจักรา” หรือตาที่สาม เป็นจุดที่สามารถปลดปล่อยพลังงานทางจิตในระดับสูง และกล่าวว่าผู้ใดก็ตามที่สามารถพัฒนาจุดศูนย์รวมพลังงานตำแหน่งนี้ (จักรา) จะเกิดอำนาจทางทิพยจักษุญาณ
และหากกล่าวถึงการฝึกเพื่อเปิดตาที่สามตามแนวทางโยคีทางฮินดูแล้ว จะกล่าวถึงวิชาโยคะศาสตร์อันเร้นลับที่เชื่อว่าภายในตัวเรานั้นมีเส้นพลังงานบางอย่างภายในตัว และนอกจากนี้ยังมีศูนย์รวมพลังงานอยู่ทั้งหมดถึง 7 จุดด้วยกัน บริเวณตำแหน่งตาที่สามคือจุดที่หก เรียกว่า จักราที่หก หรือที่เรียกว่าอาชญะจักรนี่เอง การเปิดจักรานี้จะทำได้ก็ด้วย การเดินพลังงานชนิดหนึ่งที่มีอยู่ภายในร่างกายของคนเราที่เรียกว่า “พลังกุณฑาลินี” พลังงาน ชนิดนี้จะขดตัวอยู่ ณ บริเวณก้นกบ โยคีต้องทำการเข้าสมาธิเพื่อปลุกพลังงานดังกล่าวให้ตื่นขึ้น อย่างเหมาะสม การปลุกพลังกุณฑาลินีในตำราโบราณกล่าวว่า เป็นสิ่งที่อันตราย หากทำโดยไม่มีผู้รู้แนะนำแล้วพลังดังกล่าวเมื่อเคลื่อนตัวขึ้นมาสู่บริเวณ หน้าผากหรือตำแหน่งตาที่สาม จะก่อให้เกิดการเปิดจักรานี้เป็นผลให้บุคคลผู้ นั้นมีภาวะเห็นสิ่งต่างๆ ที่ดวงตาของคนทั่วไปไม่อาจมองเห็นได้ เช่น การมองเห็นออร่าหรือรัศมีของร่างกายของคนเรา การทำนายโดยใช้กระแสจิต เป็นต้น
ซึ่ง พลังนี้ยังรวมไปถึงการปลดปล่อยพลังจิตเพื่อทำการโทรจิตก็ได้ และหากบุคคลผู้นั้นผ่านการฝึกฝนกสินมาด้วยแล้วย่อมสามารถปลดปล่อยพลังออกมาจากตาที่สามทำให้ เกิดไฟขึ้นได้เรียกว่าเพ่งไปที่ใดก็เกิดไฟลุกขึ้นที่นั่นเป็นดั่งพระฤาษีตาไฟนั่นเอง
ในคำไหว้ครู มีชื่อฤาษีที่คุ้นหูคนไทย อยู่ ๓ ตนด้วยกันคือ ฤาษีนารอด ฤาษีตาวัว ฤาษีตาไฟ
ฤาษีทั้งสามนี้คนระดับชาวบ้านสมัยก่อนรู้จักกันดี มักพูดถึงอยู่เสมอในตำนานพระพิมพ์ ที่ว่า จารึกไว้ในลานเงินก็ได้กล่าวถึงฤาษีตาวัว (งัว) และฤาษีตาไฟไว้เหมือนกัน ดังความว่า
ตำบล เมืองพิษณุโลก เมืองกำแพงเพชร เมืองพิไชยสงคราม เมืองพิจิตร เมืองสุพรรณ ว่ายังมีฤาษี ๑๑ ตน ฤาษีเป็นใหญ่ ๓ ตน ตนหนึ่งฤาษีพิลาไลย์ ตนหนึ่งฤาษีตาไฟ ตนหนึ่งฤาษีตาวัว เป็นประธานแก่ฤาษีทั้งหลาย จึงปรึกษากันว่า เราท่านทั้งหลายนี้จะ เอาอันใดให้แก่ พระยาศรีธรรมาโศกราช ฤาษีทั้ง ๓ จึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่า เราจะทำด้วยฤทธิ์ทำด้วยเครื่องประดิษฐานเงินทองไว้ ฉะนี้ฉลองพระองค์ จึงทำเป็นเมฆพัตร อุทุมพร เป็นมฤตย์พิศม์ อายุวัฒนะ พระฤาษีประดิษฐานไว้ในถ้ำเหวใหญ่น้อย เป็นอานุภาพแก่มนุษย์ทั้งหลาย
สมณชีพราหมณาจารย์เจ้าไปถ้วน ๕๐๐๐ พรรษา
พระฤาษีองค์หนึ่งจึงว่าแก่ฤาษีทั้งปวงว่า ท่านจงไปเอาว่าน ทั้งหลายอันมีฤทธิ์ เอามาให้สัก ๑๐๐๐ เก็บเอาเกสรไม้อันวิเศษ ที่มีกฤษณาเป็นอาทิให้ได้ ๑๐๐๐ ครั้นเสร็จแล้ว ฤาษีจึงป่าวร้องเทวดาทั้งปวง ให้ช่วยกันบดยา ทำเป็นพระพิมพ์ไว้สถานหนึ่ง ทำเป็นเมฆพัตรสถานหนึ่ง ฤาษีทั้ง ๓ องค์นั้น จึงบังคับฤาษีทั้งปวงให้เอาว่านทำเป็นผง เป็นก้อน ประดิษฐานด้วยมนต์คาถาทั้งปวงให้ประสิทธิทุกอัน จึงให้ฤาษีทั้งนั้น เอาเกสรและว่านมาประสมกันดีเป็นพระให้ประสิทธิแล้ว ด้วยเนาวหรคุณประดิษฐานไว้บนเจดีย์อันหนึ่ง ถ้าผู้ใดให้ถวายพระพรแล้ว จึงเอาไว้ใช้ตามอานุภาพเถิด ให้ระลึกถึงคุณพระฤาษีที่ทำไว้นั้นเถิด
ดังนี้แสดงว่า แต่กาลก่อนทางภาคพื้นประเทศไทยเราก็มีฤาษีอยู่มาก โดยเฉพาะ ฤาษีตาวัว กับ ฤาษีตาไฟ ติดปากคนมากกว่าฤาษีอื่นๆ และประวัติก็มีมากกว่า เท่าที่ทราบพอจะรวบรวมได้ดังต่อไปนี้
ฤาษีตาวัว นั้นเดิมทีเป็นพระสงฆ์ตาบอดทั้งสองข้าง แต่ชอบเล่นแร่แปรธาตุ จน สามารถทำให้ปรอทแข็งได้ แต่ยังไม่ทันใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างไร ก็เอาไปทำหล่นตกถาน (ส้วมของพระตามวัด) เสีย จะหยิบเอามาก็ไม่ได้ เพราะตามองไม่เห็น เก็บความเงียบไว้ ไม่กล้าบอกใคร ลูกศิษย์ไปถาน แลเห็นแสงเรืองๆ จมอยู่ใต้ถาน ก็กลับมาเล่าให้อาจารย์ฟัง หลวงตาดีใจบอกให้ศิษย์พาไป เห็นแสงเรืองตรงไหนให้จับมือจุ่มลงไปตรงนั้น จะเลอะเทอะอย่างไรช่างมัน
ศิษย์กลั้นใจทำตาม หลวงตาก็ควักเอาปรอทคืนมาได้ จัดแจงล้างน้ำให้สะอาดดีแล้วก็แช่ไว้ในโถน้ำผึ้งที่ท่านฉัน ไม่เอาติดตัวไปไหนอีก เพราะกลัวจะหล่นหาย
อยู่มาวันหนึ่ง ท่านก็มารำพึงถึงสังขาร ว่าเราจะมานั่งตาบอดอยู่ทำไม มีของดีของวิเศษอย่างนี้แล้ว ก็น่าจะลองดู จึงให้ศิษย์ไปหาศพคนตายใหม่ๆ เพื่อจะควักเอาลูกตา แต่ลูกศิษย์หาศพใหม่ๆ ไม่ได้ ไปพบวัวนอนตายอยู่ตัวหนึ่ง เห็นเข้าที่ดีก็เลยควักลูกตาวัวมาแทน
หลวงตาจึงเอาปรอทที่แช่น้ำผึ้งไว้มาคลึงที่ตา แล้วควักเอาตาเสียออก เอาตาวัวใส่แทน แล้วเอาปรอทคลึงตามหนังตา ไม่ช้าตาทั้งสองข้างก็กลับเห็นดีดังเดิม แล้วหลวงตาก็สึกจากพระ เข้าถือเพศเป็นฤาษี จึงได้เรียกกันว่าฤาษีตาวัว มาตั้งแต่บัดนั้น
ส่วน ฤาษีตาไฟ กับฤาษีตาวัวนั้น ฤาษีทั้งสองนี้เป็นเพื่อนเกลอกัน และได้สร้างกุฎีอยู่ใกล้กันบนเขาใกล้เมืองศรีเทพ ท่านออกจะรักใคร่กันมาก มีอะไรก็บอกให้รู้ ไม่ปิดบัง
วันหนึ่งฤาษีตาไฟได้เล่าเรื่องให้ศิษย์ฟังว่า ในถ้ำมีบ่อน้ำอยู่สองบ่อ แต่ละบ่อมีฤทธิ์อำนาจไม่เหมือนกัน น้ำในบ่อหนึ่ง เมื่อใครลงไปแช่ก็จะตายเหลือแต่โครงกระดูก และถ้านำโครงกระดูกลงแช่ในอีกบ่อน้ำหนึ่งก็จะฟื้นขึ้นมา อีกบ่อน้ำนี้เหมือนชุบชีวิตได้
ศิษย์ ไม่เชื่อว่าจะเป็นไปได้ ฤาษีตาไฟจึงบอกว่า จะทดลองให้ดูก็ได้ แต่ต้องให้สัญญาว่า ถ้าตนตายไปแล้ว ต้องเอาร่างหรือโครงกระดูกของตนลงแช่ในอีกบ่อหนึ่ง เพื่อคืนชีวิตขึ้นใหม่ ศิษย์ก็รับคำ ฤาษีตาไฟจึงลงแช่ในบ่อน้ำนั้นให้ดู ฤาษีก็ตายเหลือแต่โครงกระดูก ฝ่ายศิษย์เห็นเช่นนั้นแทนที่จะทำตามสัญญา กลับวิ่งหนีกลับเมืองไปเสีย และคิดว่าเมื่อสิ้นอาจารย์ไปแล้ว ตนย่อมเป็นหนึ่งในแผ่นดิน ไม่มีใครทำอะไรตนได้ ไม่ต้องหวาดกลัวหรือเกรงใจผู้ใดอีกต่อไป
กล่าวฝ่ายฤาษีตาวัว ซึ่งเคยไปมาหาสู่ฤาษีตาไฟอยู่เสมอ เมื่อเห็นฤาษีตาไฟหายไปผิดสังเกตเช่นนั้นก็ชักเอ๊ใจสงสัย จึงออกจากกุฎีมาตามหาที่ถ้ำ เมื่อเดินผ่านบ่อน้ำนั้น ก็เห็นซากโครงกระดูกอยู่ภายในบ่อ จึงคิดว่าเป็นซากโครงกระดูกของฤาษีตาไฟเป็นแน่
ฤาษีตาวัวจึงนำโครงกระดูกลงไปแช่อีกบ่อน้ำนึง ฤาษีตาไฟก็ฟื้นคืนชีพขึ้นมา แล้วเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฤาษีตาวัวฟัง และว่าจะต้องแก้แค้นศิษย์ลูกเจ้าเมืองให้ได้
ฤาษีตาวัวก็ปลอบว่า อย่าให้มันรุนแรงถึงขนาดนั้นเลย ฤาษีตาไฟก็ไม่เชื่อฟังได้เนรมิตวัวขึ้นตัวหนึ่ง เอาพิษร้ายบรรจุไว้ในท้องวัวจนเต็ม แล้วปล่อยวัวอาคม ให้เดินขู่คำรามด้วยเสียงกึกก้อง รอบเมืองทั้งกลางวันกลางคืน แต่เข้าเมืองไม่ได้ เพราะทหารรักษาประตูปิดประตูไว้
พอถึงวันที่เจ็ด
เจ้าเมืองเห็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็สั่ง ให้เปิดประตูเมือง วัวอาคมคอยทีอยู่แล้วก็วิ่งปราดเข้าเมือง ทันทีนั้นท้องวัวก็ระเบิดออก พิษร้ายก็กระจายพุ่งออกมาทำลาย ผู้คนพลเมืองตายหมด รวมทั้งศิษย์ลูกเจ้าเมืองด้วย เมืองศรีเทพก็เลยร้างมาแต่ครั้งนั้น
ถ้าว่าตามเรื่องที่เล่ามานี้ ฤาษีตาวัวก็ดูจะใจดีกว่าฤาษีตาไฟ และคงจะเป็นด้วยฤาษีตาวัวเป็นผู้ช่วยให้ฤาษีตาไฟฟื้น คืนชีพขึ้นมานี่เองกระมัง ทางฝ่ายแพทย์แผนโบราณจึงได้ถือเป็นครู ส่วนทางฝ่ายทหารออกจะยกย่องฤาษีตาไฟ ดังมีมนต์บทหนึ่งกล่าวไว้ในตำราพิชัยสงครามว่า
"ขอพระศรีสุทัศน์เข้ามาเป็นดวงใจ พระฤาษีตาไฟเข้ามาเป็นดวงตา"     ดังนี้


ขออภัย! โพสต์นี้มีไฟล์แนบหรือรูปภาพที่ไม่ได้รับอนุญาตให้คุณเข้าถึง

คุณจำเป็นต้อง ลงชื่อเข้าใช้ เพื่อดาวน์โหลดหรือดูไฟล์แนบนี้ คุณยังไม่มีบัญชีใช่ไหม? ลงทะเบียน

x
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้