ตั้งให้เราเป็นเว็บแรกที่คุณเลือก เก็บเราไว้เป็นเว็บโปรด
สมัครสมาชิก ได้มากกว่าที่คุณคิด เข้าสู่ระบบ
สั่งพิมพ์ ก่อนหน้า ถัดไป

~ หลวงพ่อจง พุทฺธสโร วัดหน้าต่างนอก ~

[คัดลอกลิงก์]
11#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:10 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
เดินเดี่ยว


          ผ่านถึงแดนพิจิตร  ที่วัดตะพานหินได้ภิกษุอีกรูปหนึ่งขอร่วมทางไปด้วย  ตกลงการเดินทางจากพิจิตรมุ่งสู่พิษณุโลก  คงมีคณะร่วมทางครบจำนวนห้าตามเดิม  แต่จากพิจิตรระหว่างทางเข้าเขตพิษณุโลก  ภิกษุจากลพบุรีก็ต้องมรณภาพเสียชีวิตไปอีกรูปหนึ่ง  ตอนเดินข้ามลำธารพงรกถูกจระเข้คาบพาไป  ทิ้งศพไว้ให้ช่วยกันฝังเพียงครึ่งเดียว จากพิษณุโลกมุ่งเข้าสู่แม่สอดเพื่อทะลุขึ้นเชียงราย  โดยหมายเส้นทางเข้าแม่ฮ่องสอนและเข้าสู่พม่าในด้านที่ตั้งชะเวดากอง  ภิกษุร่วมทางต่างค่อยมรณภาพไปทีละรูปด้วยโรคไข้ป่า  และบ้างขาดอาหารเป็นโรคท้องร่วงอย่างแรง (อหิวาต์) อีกทั้งในตอนระยะหลัง ๆ เมื่อผ่านแม่สอดจนถึงแม่ฮ่องสอนแล้ว  ไม่มีภิกษุจังหวัดรายทางเข้าร่วมเดินทางธุดงค์เพิ่มด้วย  เมื่อหลุดจากแม่ฮ่องสอนเข้าสู่แดนพม่า  จึงคงเหลือหลวงพ่อจงแต่องค์เดียว  บุกท่อม ๆ ไป  อย่างเอกากายแลโดดเดี่ยวเป็นเวลาอีกสองวัน  กว่าจะถึงพม่าได้เข้านมัสการพระเจดีย์ชะเวดากอง


ธรรมะประโลมใจ


         หลวงพ่อจง ยอมรับว่า  แรก ๆ เมื่อเห็นสหายร่วมทางมีอันเป็นต้องจากกันไปในสภาพที่เรียกว่า ตาย  รู้สึกใจคอหดหู่และสลดจิตคิดสังเวช  แต่เมื่อได้ทบทวนหวนคิดได้ว่า  อันรูปกายเกิดของมนุษย์และปวงสรรพสัตว์  ก็มีความตายนี่แลเป็นความเที่ยงแท้  ที่ชีวิตตายเกิดทุกรูปนามพึงต้องประสบ รูปกายใด  มิว่าจะเป็นผู้มีอำนาจวาสนา  มิว่าจะอยู่ในฐานันดรและอยู่ในสภาพมิว่าเยี่ยงใด  จะเป็นจอมนักรบผู้เกรียงไกร เป็นจอมมหาราชาผู้มีศักดานำขนพองสยองอำนาจ  รูปกายเกิดเหล่านี้ก็จะต้องประสบกับมรณสัญญาณเป็นปริโยสานด้วยกันทั้งนั้น มิว่าจะในลักษณะการละม้ายแม้นเหมือน  หรือแตกต่างกันในบทบาทเคลื่อนไหวอย่างใดก็ตาม  มฤตยูมิยอมยกเว้น  หรือแม้แต่จะให้มีการผ่อนผันให้รูปกายใดผัดผ่อน  ประกันวันตายยืดออกไป

         เมื่อปลงตกคิดเห็นสาเหตุความต้องตายเป็นอย่างนี้  จิตก็รู้สึกจืดชืดต่อความหวั่นไหวและหวาดเสียวแห่งมรณสัญญาณ  มิว่าจะย่างกรายเข้ามาคุกคามในวิธีการเยี่ยงใด  ตรงข้ามเมื่อเห็นความตายของผู้อื่น  แต่ตนเองยังมิเคยถูกรุกรานให้บังเกิดเหตุเภทภัยย่ำยี  กลับทำให้บังเกิดเป็นเจโตวสี  คือเพิ่มพูนอำนาจใจให้ทวีความกล้าแข็งยิ่งขึ้น
12#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:11 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
เพราะใจมั่นในธรรม


         ที่พม่า แม้จะพูดจากันไม่รู้เรื่องในแรก ๆ แต่เมื่ออยู่ไป  การใช้ภาษาบุ้ยใบ้บ้าง  ใช้ภาษามคธและภาษาพม่าที่สังเกตจดจำไว้  ก็ทำให้รู้เรื่องและได้รับความสะดวกในการอยู่ในพม่าเป็นเวลานานหลายเดือนเป็นอย่างดี ตอนขากลับ หลวงพ่อจงต้องเดินทางเพียงรูปเดียวอย่างโดดเดี่ยวด้วยจิตใจกล้าหาญ  ไม่กริ่งเกรงเหตุเภทภัยอย่างใด  และได้แวะจำพรรษาที่วัดแห่งหนึ่งที่กำแพงเพชร  เพราะคาดคะเนแล้วว่าการเดินทางจะทำไม่ได้รวดเร็วตามกำหนด  จึงคิดเห็นว่าสมควรกลับวัดเมื่อรอให้พ้นกำหนดออกพรรษาจะสะดวกกว่า ทั้งขาไปและกลับ  หลวงพ่อจง ได้รับความปลอดภัยอย่างอัศจรรย์แต่ผู้เดียว ส่วนภิกษุผู้ร่วมทาง 7 รูป ถึงแก่มรณภาพไปสิ้น  หลวงพ่อจงเคยพูดว่า  ท่านเองก็ไม่รู้ได้เหมือนกันว่าเป็นเพราะเหตุใด  ท่านจึงไม่พานพบเหตุร้ายหรือเจ็บปวดแม้แต่เล็กน้อยก็ไม่เคยมี  แต่ระหว่างทางเคยเหยียบหินและลื่นลงหลุมเล็กจนเท้าแพลงสักหนสองหน  นอกนั้นไม่เคยประสบเหตุการณ์อะไร  จิตใจของท่านก็รู้สึกว่ามันเป็นปกติ  ไม่เคยซู่ซ่าพลุ่งพล่านหวาดสยองกับการคุกคามของธรรมชาติอันเป็นวิบากทุรกันดาร  ไม่เคยกริ่งกลัวต่อความวิเวกวิกาล  หรือความอ้างว้างท่ามกลางหริ่งเรไรระงมกลางไพรที่สงัด

แม้รู้ก็ไม่หนี

          ภายหลังกลับจากธุดงค์เมืองพม่า  การนมัสการพระมหาเจดีว์ชะเวดากองแล้ว  ได้มีลูกศิษย์ลูกหาญาติโยมมาสอบถามประสบการณ์จากท่านมากมาย  แต่วิสัยของชาวบ้านธรรมดาชอบถามเรื่องแปลก ๆ มากกว่าฟังธรรม  จึงได้มีลูกศิษย์คนหนึ่งชื่อนายชด ได้ถามหลวงพ่อจงถึงตอนที่ไปธุดงค์เมืองพม่าว่า  ท่านปฏิบัติอย่างไรถึงรอดมาได้  ในเมื่อพระภิกษุบางรูปที่ร่วมธุดงค์ไปด้วยถึงแก่มรณภาพกลางทาง หลวงพ่อจงท่านหยุดคิดนิดหนึ่งเห็นมีลูกศิษย์อยู่ไม่กี่คน  ท่านจึงเปิดเผยโดยนัยธรรมว่า

         การธุดงค์ การออกป่า ต้องทำใจกล้าพิสูจน์ถึงเรื่องกรรม  ถ้าเกิดตายขึ้นมาก็เป็นเรื่องกรรม  ไม่มีใครช่วยอะไรได้  คณะพระธุดงค์ที่เดินทางไปด้วยกันนั้น  ล้วนแต่เป็นพระปฏิบัติดีปฏิบัติชอบทั้งสิ้น บางรูปได้อภิญญาสมาบัติและมีวิปัสสนาญาณ  บางองค์มีอนาคตังสญาณที่แจ่มใสมาก  ล่วงรู้อนาคตได้  แต่ท่านไม่เคยคิดหนี  ยอมรับกรรมนั้น ๆ ด้วยการเดินธุดงค์ ในครั้งที่ท่านไปธุดงค์กับคณะได้มีพระรูปหนึ่งจำชื่อไม่ได้  ยังได้บอกว่า  เข้าป่าคราวนี้ไม่ได้กลับออกมาอีกแล้ว  เช้าวันหนึ่ง ท่านร่ำลาพระภิกษุในคณะพลางบอกว่า  บ่ายนี้ท่านจะเป็นไข้ป่าและมรณภาพ  พอตกบ่าย   พระทุกรูปต่างอยู่ในกลด ทำวัตรของตนจนเย็น  มีพระรูปหนึ่งมารายงานหลวงพ่อว่า  มีพระมรณภาพในกลด  จึงไปบอกให้พระรูปอื่น ๆ ทราบ แล้วชวนกันไปดู
13#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:11 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
พอเปิดกลดออกดู  ก็เห็นท่านนั่งมรณภาพในท่าสมาธิ  แสดงว่าท่านเตรียมตัวตายไว้แล้ว  และไม่หนีตายด้วย  ที่รอดมาได้อย่าดีใจ  เพราะกรรมเมื่อให้ผลแล้ว  หนีไม่พ้นการเชื่อเรื่องของกรรมจึงได้ชื่อว่าเป็นพระแท้  นับถือคำสั่งสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาอย่างแท้จริง

         เรื่องของกรรม  พระเก่งหรือไม่เก่งต่างก็หนีไม่พ้น  หากกรรมนั้นไม่เป็นอโหสิกรรมแล้ว  ไม่มีใครเก่งเกินกรรมไปได้

ปฏิบัติดีย่อมมีผู้สงเคราะห์


         นายชดถามหลวงพ่ออีกว่า  การเดินทางไปธุดงค์คราวนั้น  ทราบว่าเป็นการเดินทางเข้าป่าลึก  บางตอนไม่มีผู้อาศัย แม้ชาวป่าก็ไม่มี  การขบฉันจะทำอย่างไร หลวงพ่อจงท่านตอบว่า  การบิณฑบาตเป็นกิจของสงฆ์  สงฆ์แม้จะอยู่ในที่ใดก็ตามก็ต้องบิณฑบาตตามปกติ  อยู่ในป่าก็บิณฑบาตกับชาวป่า   ชาวป่าบางคนดี ใจบุญใจกุศลเพราะกลัวพระจะลำบาก  อุตสาหก์ทำแคร่นั่งร้านให้พระอยู่  เราก็อยู่ฉลองศรัทธาและอนุโมทนาในบุญกุศลของเขา  เมื่อเข้าป่าลึก ๆ มากก็ต้องบิณฑบาตเหมือนเดิม

         ก่อนที่จะบิณฑบาต  พระท่านจะเข้าสมาบัติเต็มตามกำลังเท่าที่จะทำได้  ได้ฌาน ได้สมาบัติแค่ไหนก็เข้าเต็มตามนั้น  แล้วถอยจิตออกมาแผ่เมตตา  มีพรหมวิหารเป็นอารมณ์  เมื่อถอยจิตออกมาแล้ว  ก็เดินถือบาตรไปเถอะ ที่ไหนก็ได้ มีคนใส่บาตรทั้งนั้น นายชดสงสัยว่า  ในป่าลึก ๆ ไม่มีคน  เหตุใด จึงมีคนใส่บาตร  หลวงพ่อจง หยุดไปครู่หนึ่งคล้ายไม่อยากพูดอะไรอีก  แต่เห็นนายชดศรัทธาในธรรม  จึงตอบว่า เทวดาเขามาสงเคราะห์น่ะ  เทวดาทั้งหญิงชายเขามา แต่งกายเหมือนกับเรานี่แหละ ผิวพรรณดีหน้าตาสวยงาม เทวดาเหล่านี้คือรุกขเทพ  มีใจบุญ ใจกุศล  กลัวพระจะอดอยาก  จึงมาเป็นโยมอุปัฏฐากสงเคราะห์ด้วยการใส่บาตรให้  บางทีในป่าเกิดฝนตก  เดินไปไหนมาไหนลำบาก  พระอุ้มบาตรไปยืนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ เยื้องจากกลดไปหน่อยหนึ่ง  ประเดี๋ยวเขาก็มาใส่บาตรให้

         พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  เทวดาสงเคราะห์เป็นเรื่องปกติ  เป็นฆราวาสก็เช่นกัน  ถ้าทำดีเทวดาเขาก็จะสงเคราะห์เหมือนกัน  แล้วเทวดาเหล่านี้ชอบฟังธรรม  ทำวัตรสวดมนต์ในใจประเดี๋ยวเดียว  ท่านก็มากันเต็มหมด  มาบอกว่า “ท่านเจ้าขา  ท่านสวดมนต์จนเสียงสะเทือนไปทั่ว  จึงได้รู้ว่ามีพระมาโปรด  นาน ๆ ท่านจะมาสักครั้งหนึ่ง  ขอได้เทศนาโปรดด้วยเถิดเจ้าข้า” เราเป็นพระ เมื่อเขาอาราธนาแล้ว ก็ต้องเทศน์ให้เขาฟัง  เทวดาบางหมู่ชอบกรณียเมตตาสูตร  เทวดาบางหมู่ชอบอาฏานาฏิยะสูตร  เทวดาบางหมู่ชอบธัมมจักรกัปปวัตนสูตร  แล้วแต่นิสัย

         เวลาเทศน์จบ  เขาสาธุพร้อม ๆ กัน ดังสนั่นไปหมด  แต่กริยาเขางดงามมาก  นี่เป็นเรื่องของเทวดาเขา นายชดผู้นี้เลื่อมใสหลวงพ่อจงมาก ต่อมาได้บวชในพระบวรพระพุทธศาสนา   เมื่อรับกรรมฐานจากหลวงพ่อจงแล้ว  ก็เข้าป่าไปไม่ได้ข่าวคราวอีกเลย
14#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:12 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
ต้องด้วยตาใน


         เมื่อพูดถึงผีสางเทวดาแล้ว  มีเรื่องเล่ากันอีกว่า  สมัยที่หลวงพ่อจงยังมีชีวิตอยู่  ลูกศิษย์ลูกหาที่ใกล้ชิดมักถามท่านเสมอว่า  ผีสาง เทวดา สวรรค์ นรก มีจริงหรือไม่

         ท่านยิ้มน้อย ๆ แล้วพูดอย่างหนักแน่นว่า  “มีจริง”  แล้วท่านก็ชี้ไปที่ลูกตาของท่าน  พลางกล่าวว่า  “ลูกตาแบบนี้มองไม่เห็น  ต้องใช้ตาใน” ท่านนิ่งอยู่พักหนึ่งแล้วบอกกับลูกศิษย์ว่า  เรื่องอย่างนี้เป็นปัจจัตตัง  ปฏิบัติแล้วรู้เองเห็นเอง  บอกไปคงไม่มีใครเชื่อ  เพราะมนุษย์ทุกคนมักมีนิสัยดื้อรั้นตามธรรมชาติ  ต้องเห็นเองจึงจะเชื่อ  โบราณท่านจึงสอนเรื่องกสิณเพราะเหตุนี้ กสิณเรียนแล้วเป็นแล้ว  จะรู้หมด เห็นหมด  เห็นผี เห็นเทวดา เห็นนรก เห็นสวรรค์ ไปเที่ยวได้ ไปพูดคุยกับเขาได้ ไปดูใครตกนรก ใครขึ้นสวรรค์ก็ได้ รู้อนาคตล่วงหน้าได้  คนเป็นกสิณ  ถ้าปฏิบัติวิปัสสนาญาณไปด้วย จะตัดตรงถึงจุดหมายปลายทางได้เร็วมาก  เพราะการได้เห็นของจริง  ทำให้จิตใจไม่กล้าใฝ่ในความชั่ว มุ่งมั่นปฏิบัติแต่ความดี


เทวมนุษย์


         ลูกศิษย์ของหลวงพ่อจง อีกคนหนึ่งชื่อ นายเอี่ยม  นับถือหลวงพ่อจงมาก  นายเอี่ยมผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นศิษย์ก่อนนายชดไม่นาน   นายเอี่ยมศรัทธาและเชื่อตามที่หลวงพ่อจง ท่านสั่งสอนทุกอย่าง  นายเอี่ยมทราบดีว่า  หลวงพ่อท่านชอบเพ่งอสุภกรรมฐาน  ดูซากศพหรือโครงกระดูกคนตายเป็นอารมณ์เสมอ  นายเอี่ยมได้ปฏิบัติธรรมกับหลวงพ่อเป็นครั้งคราว  จิตใจรักพระพุทธศาสนา  ทำอะไร ๆ ก็หายใจเข้าออกเป็นพระไปหมด ก่อนนายเอี่ยมตายไม่นาน  ได้ปวารณาตัวกับหลวงพ่อว่า  ถ้าเขาตาย เขาขอถวายโครงกระดูกของเขาต่อหลวงพ่อ  เพื่อหลวงพ่อจะยังประโยชน์ในด้านอสุภกรรมฐาน  เมื่อปวารณาตัวเช่นนั้นแล้ว  นายเอี่ยมได้ก้มลงกราบหลวงพ่อด้วยศรัทธาอันเปี่ยมล้น หลวงพ่อจงได้ฟังดังนั้น  ก็ยกมือลูกศีรษะนายเอี่ยมด้วยความเมตตา แล้วบอกว่า “ลูกเอ๋ย  แม้ลูกจะยากจนข้นแค้นในโลกสมบัติ  แต่ก็รวยล้นในธรรมสมบัติ  จนหาใครมาเทียบยาก  การถวายร่างของลูกแก่หลวงพ่อนี้  ถือเป็นสังฆทานอันสูงสุด  ผลบุญของลูกครั้งนี้ จะทำให้ชาติภพของลูกข้างหน้ามีแต่สูงขึ้นเรื่อย ๆ  ไม่ตกต่ำอีกแล้ว  ลูกประณมมือขึ้นนะ  หลวงพ่อจะโมทนา”

         เมื่อโมทนาเสร็จ  หลวงพ่อก็ให้นายเอี่ยมถือไตรสรณคมน์และศีลห้าเป็นหลักในชีวิตจนกว่าชีวิตจะหาไม่  นายเอี่ยมสาธุแล้วก้มลงกราบหลวงพ่อร่ำลาไป  ต่อมาไม่นาน นายเอี่ยมก็ถึงแก่กรรม  บรรดาลูกศิษย์ลูกหาอื่น ๆ ที่ไปนมัสการหลวงพ่อที่กุฏิ  มักถามท่านถึงโครงกระดูกนายเอี่ยมซึ่งแขวนไว้ในห้อง  หลวงพ่อจงบอกว่า  เป็นโครงกระดูกของนายเอี่ยมเขา  เขาสบายแล้ว  เป็นเทวดาตั้งแต่ยังไม่ตาย
15#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:12 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
บารมีทางวิทยาคม


         หลวงพ่อเริ่มมีชื่เสียงรุ่งโรจน์เป็นที่รู้จักแพร่หลาย เมื่อราว พ.ศ.2475 หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศเป็นต้นมา  ซึ่งช่วงเวลานั้น เป็นเวลาที่บ้านเมืองต้องการทหารผู้กล้าหาญเข้มแข็ง  เพื่อรับสถานการณ์ของบ้านเมือง  ปัจจัยสำคัญในการปลุกใจทหารคือ เครื่องรางของขลัง

         ฉะนั้น  จึงปรากฎมีผู้ไปมากราบไหว้  ขอให้หลวงพ่อประสิทธิ์ประสาทวิทยาคมให้มากขึ้นทุกที  ในด้านบรรพชิต ปรากฎว่า ได้มาเล่าเรียนกรรมฐานภาวนาจากหลวงพ่อมากขึ้นเป็นลำดับ  กุฏิที่ท่านอยู่เดิมไม่สามารถจะเพียงพอแก่การต้อนรับแขกได้ หลวงพ่อนิล (พระอธิการนิล  ธัมมโชติ)  น้องร่วมสายโลหิตของท่าน  ในขณะนั้นยังช่วยบริหารการพระศาสนาอยู่วัด หน้าต่างนอก  พร้อมด้วยทายกทายิกา  จึงรวบรวมกัปปิยภัณฑ์ที่สาธุชนบริจาคถวายสร้างกุฏิใหญ่ขึ้นหลังหนึ่ง  เสร็จเรียบร้อยเมื่อ พ.ศ. 2479  แล้วถวายเป็นที่อยู่อาศัยของท่าน

         ล่วงมาจนถึงปี พ.ศ. 2483  สงครามอินโดจีนอุบัติขึ้น  เกียรติคุณของหลวงพ่อได้เลื่องลือไปทั่วประเทศไทย  โดยได้จัดทำเสื้อแดงลงเลขยันต์ปลุกเสกด้วยวิทยาคม  แจกจ่ายให้แก่ ข้าราชการ ทหาร ตำรวจ และพลเรือนทั่ว ๆ ไป

         ด้วยอำนาจจิตตานุภาพอันทรงพลังของหลวงพ่อ  บันดาลอัศจรรย์บำรุงขวัญทหารให้เข้มแข็งกล้าหาญในการสงคราม  นับว่า หลวงพ่อได้มีส่วนในการบำรุงขวัญทหารไทยอยู่มิใช่น้อย


บรรเทาภัยในสงครามโลก


         เมื่อครั้งสงครามโลกครั้งที่สองระเบิดขึ้นนั้น  ทางพันธมิตรได้ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีประเทศไทยหลายครั้ง  จนเป็นที่หนักใจแก่ทางราชการของเรา  โดยเฉพาะกองทัพอากาศที่ไม่มีกำลังอาวุธพอที่จะต่อต้านได้

          ดังนั้น  ทางทหารอากาศจึงไปนิมนต์หลวงพ่อจง  ถึงวัดหน้าต่างนอก โดยขอให้ท่านขึ้นเครื่องบินไปโปรยผงวิเศษและข้าวตอกดอกไม้ ลงมายังพื้นดินเบื้องล่าง  เพื่อพรางตาข้าศึกที่ส่ง บี 29 มาทิ้งระเบิด และเป็นที่น่าประหลาดอย่างที่สุดว่า  จุดที่หลวงพ่อโปรยผงวิเศษและข้าวตอกดอกไม้นั้น  แคล้วคลาดจากการทิ้งระเบิดของฝ่ายพันธมิตรอย่างน่าอัศจรรย์  ไม่มีสถานที่ใดถูกระเบิดทำลายแม้แต่น้อย  นี่คือกิตติคุณที่แสดงว่า  ท่านเก่งในทางแคล้วคลาดจริงโดยปราศจากข้อสงสัย
16#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:12 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
เน้นหนักด้านเมตตา

         เมื่อกล่าวถึงวิทยาอาคมของหลวงพ่อที่มีผู้นิยมและต้องการนั้น  เท่าที่ทราบมีสามสาขา คือ

             1.  วิทยาคมทางด้านคงกระพันชาตรี
             2.  วิทยาคมทางด้านเมตตา
             3.  วิทยาคมทางน้ำมนต์

         ในบรรดาวิทยาคมทั้งสามสาขาที่ประมวลมานี้  วิทยาคมทางเมตตาเป็นที่เลื่องลือมากกว่าอย่างอื่น  หลวงพ่อจงท่านเฝ้าสอนให้ทุกคนมีเมตตาต่อกัน  อย่าเบียดเบียนกันเป็นนิตย์  แสดงว่าท่านให้ทั้งที่พึ่งพาทางกายและทางใจพร้อมกันไป  แทนที่จะมุ่งให้ทุกคนยึดมั่นในวัตถุเช่นอาจารย์อื่น ๆ การกระทำของหลวงพ่อจง และวิทยาคมทางเมตตาของท่านจึงมุ่งเสริมสร้างสังคมให้รู้จักการอยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุข  อันเป็นยอดปรารถนาของคำสั่งสอนทั้งมวลอันเป็นโลกียะ  ถ้าจะกล่าวว่าหลวงพ่อจงท่านเป็นนักสงเคราะห์ก็ไม่ผิดมิใช่หรือ


เมตตาธรรม

         หลวงพ่อจง ท่านเป็นผู้หนักในการปฏิสันถาร  ที่เรียกว่า ปฏิสนฺถารคารวตา ทั้งในการต้อนรับ ความอามิส และการต้อนรับด้วยธรรมที่เรียกว่าโอภาปราศรัย จะเห็นว่าไม่ว่าท่านผู้ใด  เมื่อมาถึงหลวงพ่อแล้ว  ท่านจะให้ความสนใจเท่าเทียมกัน  เมื่อทราบธุระที่มาหาแล้ว  หลวงพ่อจะจัดทำให้ในทันที โดยที่สุดแม้การรดน้ำมนต์  หลวงพ่อจงท่านจะรดน้ำพระพุทธมนต์ให้อย่างทั่วถึง  บางครั้งผู้ที่มีโรคภัยใจไม่สงบ  เมื่อถูกน้ำพระพุทธมนต์เข้าแล้ว  แสดงอาการดิ้นรนต่าง ๆ  ร้องครวญครางเป็นที่น่าเวทนา หลวงพ่อจงท่านกระทำกิจกรรมต่าง ๆ ด้วยความว่องไว  คล่องแคล่ว  แม้การเดินทาง  หลวงพ่อจงก็เดินเร็ว  คนหนุ่ม ๆ เดินตามท่านไม่ทัน จะขึ้นรถลงเรือ  หลวงพ่อไม่ชักช้า

         ในการสนทนา  หลวงพ่อจงเป็นผู้พูดน้อย  มักจะเป็นผู้ฟังมากกว่า  ท่านไม่เคยโต้แย้งหรือแสดงอาการไม่พอใจใคร  แสดงถึงส่วนลึกของจิตใจของหลวงพ่อจงว่า  ท่านมีเมตตาและมีความปรารถนาดีต่อทุกคน  คำที่หลวงพ่อจงใช้ในการสนทนา พวกเราจำได้อยู่เสมอ คือ  จ๊ะ...อ้อ...ดี....จ๊ะ
17#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:13 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
ไปทุกที่ที่นิมนต์


         เพราะความที่ท่านมีเมตตากรุณานี่เอง  จนบางครั้ง มีผู้นิมนต์ท่านไปในที่ต่าง ๆ คลาดกำหนดกลับอยู่เสมอ ใครนิมนต์ไปที่ไหนหลวงพ่อจงท่านไม่ขัด  ไปได้ทุกที่และไปได้กับทุกคน  หลวงพ่อจงถือว่ากิจเช่นนั้นมีปรากฎอยู่แล้วในพระวินัย  ที่เรียกว่าการขัดนิมนต์ และท่านกล่าวว่า  “ถ้าเขานิมนต์แล้วเราไม่ไป  ศรัทธาของเขาจะเสียหาย” นับได้ว่า หลวงพ่อจง ปฏิบัติตามพระวินัยนิยมแล้วทุกประการ  เข้าหลักว่า โลกไม่ช้ำ ธรรมไม่หมอง  ถูกต้องตามพระวินัยอย่างแท้จริง

โปรดมิจฉาเป็นเนื้อนาบุญ


         พูดถึงการเสียสละของท่านแล้ว  ใคร ๆ ได้ฟังก็ถึงแก่น้ำตาคลอเบ้า ด้วยปลื้มปิติ  ไม่คิดว่าสุปฏิปันโนภิกษุเช่นท่านนี้ ยังมีอยู่ในโลกอันสับสนวุ่นวายนี้ มีเรื่องของท่านอีกเรื่องหนึ่ง  เล่ากันว่า  ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่  การเดินทางไปไหนมาไหนมักจะต้องไปทางเรือ  เพราะสะดวกกว่าทางอื่น  เรือแจวของวัดจึงต้องมีประจำ  และเรือแจวลำนี้ผูกติดกับสะพานหน้าวัดอยู่เป็นประจำ ตกดึกคืนหนึ่ง  ขโมยมาย่องหมายจะลักเอาไป  หลวงพ่อท่านนั่งสมาธิอยู่ในกุฏิ  ท่านทราบดี  ท่านก็รีบลงมาแก้เชือกให้ขโมยคนนั้น  แล้วบอกว่า “เอาไปเถอะนะ  ฉันหาใหม่ได้  ถ้าไม่มีสตางค์ คืนนี้ตีสี่ไปที่พระพุทธฉายจำลอง  เทวดานางไม้ตรงนั้นเขาจะสงเคราะห์ให้ จงเอาไปเถิด  จะได้ตั้งตัว  แล้วเลิกเป็นโจรเสีย  เพราะการอทินนาของวัดเป็นบาปหนัก  หลวงพ่อไม่อยากให้บาปตกแก่เธอเลย” ขโมยคนนั้นได้ยินท่านพูด  ถึงกับร้องไห้แล้วก้มลงกราบถวายเรือคืนแต่โดยดี

         ต่อมาไม่นาน  ขโมยคนนี้ได้มาขอบวชกับหลวงพ่อจง  และมานะพยายามปฏิบัติจนสำเร็จอภิญญา  ภายในเวลาพรรษาเดียว หลวงพ่อจงได้เรียกมาพบแล้วบอกว่า “โลกีย์วิชาเธอได้แล้วถึงอรูปพรหม  และมีอภิญญา 4  นับจากนี้  เธอจะอยู่ในหมู่ฝูงชนไม่ได้  ขอให้เธอจงเข้าป่าไป  ให้ชาวป่าและรุกขเทวดาท่านสงเคราะห์  จงทำวิปัสสนาญาณประหารกิเลสให้แจ้งชัด  จงอยู่เอกาอย่าวิตกกังวล  ตกดึกจะมีครูที่ไม่ใช่มนุษย์มาสอนเธอ  ชาติภพของเธอจะสิ้นสุดลงในสามพรรษาข้างหน้า  ไปเถิดลูกเอ๋ย” พระทรงอภิญญารูปนั้นฟังแล้วน้ำตาไหลอาบแก้ม  ปลื้มปิติในความเมตตาของหลวงพ่อ  และตื้นตันใจที่ตนเลือกพระอาจารย์ร่ำเรียนกรรมฐานไม่ผิดองค์เลย หลังจากกราบลาหลวงพ่อจงแล้ว  พระอภิญญาองค์นั้นก็เข้าป่าไป  และไม่ได้ออกมาอีกเลยจนบัดนั้น
18#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:13 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
ฤทธิ์ยักษ์เฝ้าทรัพย์


         เมื่อราวปี พ.ศ.2470  ท่านสมภารวัดหนึ่งในละแวกใกล้เคียงกับวัดหน้าต่างนอก  ไปรื้อวิหารของวัด  ซึ่งวัดนี้เป็นวัดเก่าแก่สร้างเมื่อครั้งกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีอยู่ มีลายแทนใบหนึ่งระบุว่า มีสมบัติพระทองคำซ่อนอยู่ใต้วิหารนี้  สมภารเกิดความโลภ จึงสั่งให้พระลูกวัดช่วยกันรื้อพระวิหาร  เพื่อหวังขุดเอาพระทองคำไปขาย  พอวิหารถูกรื้อเสร็จ ท่านสมภารวัดก็ถึงกับล้มป่วยมีอาการเพียงหนักมาก บรรดาลูกศิษย์ลูกหาของสมภารรูปนั้นก็พากันมากราบไหว้  หลวงพ่อจงถึงวัดหน้าต่างนอก  พร้อมกับเล่าให้ฟังว่า  สมภารวัดมีอาการประสาทหลอน ร้องโวยวายคล้ายถูกผีหลอกตลอดเวลา  หลวงพ่อจงจึงรีบเดินทางไปยังวัดนั้น  ขณะยังเดินไปไม่ถึงวัดดี  หลวงพ่อจงก็บอกแก่พระลูกวัดที่มาตามท่านว่า “สมภารไม่ได้โดนผีหลอกดอก  ไม่ได้เจ็บป่วยเป็นอะไรด้วย  แต่ยักษ์ที่เฝ้าพระวิหารทำเข้าแล้ว   ไปรื้อวิหารโดยไม่ประสงค์จะสร้างให้ดีกว่าเก่า  เป็นเพราะอยากได้สมบัติใต้วิหาร  มันถึงเป็นเช่นนี้”

         พอไปถึงวัด  ท่านเห็นสมภารเอะอะโวยวายฟังไม่ได้ศัพท์  มีอาการดิ้นพรวดพราด  หลวงพ่อจงเดินเข้าไปใกล้แล้วบริกรรมอยู่ครู่หนึ่ง  สมภารวัดรูปนั้นถึงกับล้มตึงแน่นิ่งไป  บรรดาพระลูกวัดเห็นดังนั้น  ก็รีบเข้าไปประคอง  ปากก็ละล่ำละลักขอให้หลวงพ่อช่วย  ท่านก็บอกว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวก็ฟื้น  พอจะเอ่ยปากพูดต่อ  หลวงพ่อจงท่านเอามือป้องคล้ายจะบอกว่าไม่ต้อง ท่านหยุดนิดหนึ่งจนสมภารฟื้น  แล้วพูดขึ้นว่า “พรุ่งนี้เช้าตั้งเครื่องสังเวย  ขอขมาลาโทษเขาเสียนะ  เขาเอาจริง  เวลานี้เขามาอยู่ที่นี่ด้วย  เขาถามฉันว่า  ท่านรื้อวิหารต้องการขุดสมบัติใช่ไหม  เขาให้ท่านรับปาก  ท่านต้องเลิกหาสมบัติ  และวิหารนั้นจะต้องสร้างใหม่ให้สวยงามและใหญ่กว่าเก่า  ท่านทำได้ไหม  ถ้าท่านทำไม่ได้  เขาจะเอาชีวิตท่าน”

         สมภารวัดหน้าซีดเหมือนไก่ต้ม  รีบพยักหน้าหงึก ๆ เหงื่อกาฬแตกพลั่กเป็นเม็ดโต ๆ รีบรับปากแต่โดยดี  พอวันรุ่งขึ้นก็รีบจัดตั้งเครื่องสังเวยขอขมาลาโทษ  แล้วจัดการสร้างวิหารให้งามใหญ่กว่าเดิม
19#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:13 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
หลวงพ่อจง เดินไปวัดบางนมโค


     เรื่องหลวงพ่อจงเดินไปวัดบางนมโคนี้ บันทึกโดยพระราชพรหมยาน หรือหลวงพ่อฤาษีลิงดำ แห่งวัดท่าซุง จังหวัดอุทัยธานี เรื่องมีอยู่ว่า ครั้งหนึ่ง สมัยที่หลวงพ่อปานท่านยังมีชีวิตอยู่ วัดบางนมโคได้จัดงานฉลองศาลาและมีสวดมนต์เย็น พระอื่นก็มากันครบแล้ว ขาดแต่หลวงพ่อจง หลวงพ่อปานท่านจึงให้หลวงพ่อฤาษีลิงดำผู้เป็นศิษย์พาคนเรือนำเรือเร็วไปรับหลวงพ่อจงมาจากวัดหน้าต่างนอก เมื่อไปถึง ปรากฏว่ามีแขกมารอพบหลวงพ่อจงเพื่อขอให้ท่านรดน้ำมนต์ ท่านก็เลยบอกหลวงพ่อฤาษีลิงดำให้นำเรือกลับไปก่อน อีกสักพักหนึ่งหลังจากท่านรดน้ำมนต์ให้ญาติโยมแล้ว ท่านจะเดินมาที่วัดบางนมโคเอง

         หลวงพ่อฤาษีลิงดำ เห็นว่าระยะทางจากวัดหน้าต่างนอกไปวัดบางนมโคก็ประมาณสี่กิโลเมตร เรือเร็ววิ่งประมาณสิบนาทีเศษ แต่ถ้าเดินก็ใช้เวลาเกือบชั่วโมง อีกทั้งใกล้เวลาจะเริ่มพิธีแล้ว ท่านจึงจอดเรือรอ แต่หลวงพ่อจงบอกให้ท่านไม่ต้องรอ ให้กลับไปก่อน แล้วท่านจะรีบเดินตามมาให้ทันพิธี

         เมื่อหลวงพ่อฤาษีลิงดำกลับมาถึงวัดบางนมโค ก็ขึ้นไปกราบเรียนหลวงพ่อปาน รายงานท่านว่าหลวงพ่อจงกำลังรดน้ำมนต์อยู่ นิมนต์ให้ท่านมาเรือท่านก็ไม่มา ท่านจะเดินมา อีกสักครู่ท่านคงจะมาถึง

         พอหลวงพ่อปาน ได้ฟังก็ยิ้ม หัวเราะชอบใจ บอกว่านี่เจ้าลิงดำ หลวงพ่อจงเล่นตลกกับแกเสียแล้ว แกไปดูบนศาลาสิ ก็เลยกราบท่านแล้วขึ้นไปดูบนศาลา ปรากฏว่าพบหลวงพ่อจงนั่งอยู่หน้าอาสนสงฆ์ นั่งอยู่หน้าพระองค์อื่นทั้งหมด เพราะท่านมีอาวุโสมาก หลวงพ่อฤาษีลิงดำจึงเข้าไปกราบ ท่านจึงถามว่ามานานแล้วรึ ก็กราบเรียนท่านไปว่าเพิ่งมาถึง ไปหาหลวงพ่อปานสักสองนาทีแล้วก็ขึ้นมาบนศาลานี่  เลยมานั่งสงสัยว่าหลวงพ่อจงท่านเดินยังไง คนหนุ่ม ๆ ยังเดินตั้งเกือบชั่วโมง ก็เมื่อไปถึงวัดหน้าต่างนอกตอนนั้น หลวงพ่อจงกำลังจะรดน้ำมนต์ แต่ท่านมาถึงวัดบางนมโคก่อนเรือเร็วของหลวงพ่อฤาษีลิงดำเสียอีก ขณะที่กำลังคิดสงสัยอยู่นั้น หลวงพ่อจงก็ถามว่าแปลกใจรึ ท่านบอกว่าไม่มีอะไรแปลก พระในพระพุทธศาสนาถ้าปฏิบัติถึงขั้นก็เดินเก่งทุกคน ถ้าปฏิบัติยังไม่ถึงก็ยังเดินไม่เก่ง
20#
 เจ้าของ| โพสต์ 2013-4-17 08:14 | ดูเฉพาะโพสต์สมาชิกนี้
พบผีนางไม้

อีกคราวหนึ่งทางวัดไทรใหญ่ อำเภอไทรน้อย อยู่ในเขตจังหวัดนนทบุรี เขาจะฝังลูกนิมิตในโบสถ์ คราวนั้นก็นิมนต์อาตมาไปด้วย หลวงพ่อจงท่านก็ไป อาตมาไปในฐานะลูกศิษย์ของหลวงพ่อปาน ทีนี้เวลารับแขก รับแขกกันที่ศาลาการเปรียญ หลวงพ่อจงท่านเป็นคนลง "นะหน้าทอง" นะอะไรต่ออะไรก็ตาม อาตมามีหน้าที่อย่างเดียวก็คือคุย เพราะว่ามีคนมาหาหลวงพ่อจงเต็มศาลาการเปรียญทั้งวัน ท่านก็ลงนะหน้าทองให้ สำหรับบาตรทางวัดเขาก็ตั้งไว้ ได้เงินเท่าไรก็เรื่องของวัด ตัวท่านเอง ท่านไม่มีราคา ใครจะนิมนต์ไปไหนก็ตามไม่เคยมีราคา และหากว่าว่างก็ไม่รังเกียจ ทำได้ทั้งกลางวันและกลางคืน

ทีนี้ตกดึกเวลากลางคืน ถึงเวลาพักผ่อนก็เป็นเวลาที่มหรสพเลิกแล้ว เป็นเวลาสักหกทุ่ม เขาก็จัดกุฏิให้พัก หลังหนึ่งเป็นกุฏิ ๒ ชั้น อาตมากับหลวงพ่อจงพักอยู่ด้วยกัน ทีนี้เวลาประมาณตี ๒ อาตมาไม่รู้ว่าฉันอะไรเข้าไป อยากจะไปส้วม ไอ้ส้วมวัดนั้นก็อยู่ไกลเหลือเกิน เป็นส้วมสมัยเก่า ต้องเดินจากกุฏิไปในป่าช้า ก็ไป ในเมื่อมันปวดท้องส้วมนี่ก็ทนไม่ไหว ถ้าขืนทนมันก็ต้องเกิดการขายหน้าขึ้นมา

ก็ไปส้วมกลับมา แล้วก็งานวันขนาดนั้นไฟฟ้าก็สว่างเต็มวัด ตานี้พอเดินผ่านกุฏิหลังหนึ่ง ปรากฏว่าได้ยินเสียงผู้หญิงร้องครวญครางแสดงถึงความเจ็บปวด ก็เดินหันกลับเข้าไปดู คิดว่าผู้หญิงป่วย หรือมีคนมานอนป่วยอยู่ในกุฏิหลังนี้ ก็ปรากฏว่ากุฏิหลังนั้นใส่กุญแจเรียบร้อย พอเข้าไปใกล้กุฏิหลังนั้น เสียงครวญครางนั้นก็เงียบหายไป แล้วเดินอ้อมไปดูด้านหลัง หน้าต่างปิด ไปเคาะประตูเรียกก็ไม่ปรากฏว่ามีคน เดินกลับออกมาอีกห่างประมาณ ๔ - ๕ วา ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงคนนั้นร้องครวญครางอีก แสดงถึงความเจ็บปวดอีกวาระหนึ่ง ก็กลับเข้าไปดูใหม่ อีคราวนี้เข้าไปดันประตูก็ไม่เข้า ตะกายขึ้นไปเปิดหน้าต่างบานใดบานหนึ่งก็เปิดไม่ออก ก็กลับถอยออกมา

พอถอยออกมาสัก ๓ - ๔ วา ก็ได้ยินเสียงร้องครวญครางอีก คราวนี้เอาใหม่ เข้าไปดูหน้าต่างบานหนึ่งรู้สึกว่าจะอ่อนแอมาก เลยเอาไม้กระทุ้งเสียกลอนหัก เปิดเข้าไปเดินเข้าไปดูกุฏิหลังนั้น ปรากฏว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตเลย มืดไปหมด เอาไฟฉายส่องดู จะหาคนหรือสัตว์หรือแมวสักตัวก็ไม่มี ปรากฏว่าเป็นกุฏิร้าง ก็รู้ได้ทันทีว่าเสียงที่ร้องนี้ต้องเป็นเสียงของผี เรื่องผีนี่เป็นเรื่องธรรมดาที่อาตมาพบมามากแล้ว ไม่รู้สึกหนักใจ เมื่อรู้ว่าเป็นเรื่องของผีก็เลยเดินกลับ เสียงร้องก็หายไป พอกลับมาถึงกุฏิชั้นบนที่พักกับหลวงพ่อจง เมื่อขณะที่ไปปรากฏว่าหลวงพ่อจงจำวัด เมื่อกลับขึ้นมาปรากฏว่าหลวงพ่อจงลุกขึ้นนั่ง อาตมาขึ้นไปหาท่าน ก็ยิ้มกวักมือ เรียกให้เข้าไปหา ก็นอนอยู่คนละมุม คนละด้าน
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | ลงทะเบียน

รายละเอียดเครดิต

ตอบกระทู้ ขึ้นไปด้านบน ไปที่หน้ารายการกระทู้